ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องว่า ข้อ 1. เมื่อ 18 มี.ค. 2501 เวลากลางคืน มีคนร้ายเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายบุญธรรม แล้วลักเอารถจักรยาน 2 ล้อ 1 คัน ราคา 1,400 บาท ของนายบุญธรรมไป ข้อ 2.วันที่ 21 มี.ค. 2501 จำเลยได้ขายรถจักรยาน 2 ล้อ ของนายบุญธรรมซึ่งถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวใน ข้อ 1. ให้แก่ผู้มีชื่อและผู้มีชื่อได้ขายให้นายมานพอีกทอดหนึ่ง ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2501 นายบุญธรรมเจ้าทรัพย์ยึดรถของกลางได้จากนายมานพ วันที่ 14 เม.ย. 2501 ทั้งนี้ โดยตามวันเวลาดังกล่าวใน ข้อ 1. จำเลยบังอาจเป็นคนร้ายลักรถจักรยานของนายบุญธรรมดังกล่าวใน ข้อ 1. ไป หรือมิฉะนั้นระหว่างวันที่ 18 มี.ค. 2501 ถึง 21 มี.ค. 2501 เวลาไม่ปรากฏจำเลยบังอาจรับเอารถจักรยานของกลางนี้ไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของร้ายซึ่งมีผู้ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357
จำเลยปฏิเสธ
ศาลแขวงลำปางสั่งว่า ฟ้องโจทก์ ข้อ 2 กล่าวว่า จำเลยขายรถจักรยานให้แก่ผู้มีชื่อ แต่สรุปตอนท้ายว่า จำเลยรับเอารถจักรยานของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นของร้าย จึงเป็นฟ้องที่ขัดกันในตัว ไม่พอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) จึงไม่รับฟ้องของโจทก์ในข้อหาว่ารับของโจร จะไต่สวนมูลฟ้องเฉพาะข้อหาลักทรัพย์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ศาลแขวงไต่สวนมูลฟ้องทั้งสองฐานตามฟ้องโจทก์
จำเลยฎีกาว่า ศาลแขวงสั่งชอบแล้ว
ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องโจทก์ชัดเจนปราศจากข้อเคลือบคลุมสงสัยการที่โจทก์กล่าวถึงเรื่องจำเลยขายรถ ย่อมเข้าใจได้โดยแจ้งชัดว่าเป็นรถคันที่จำเลยลักหรือรับของโจรไว้แล้วนั่นเอง โจทก์จะกล่าวเรื่องขายรถก่อนหรือเรื่องลักทรัพย์กับรับของโจรก่อน อยู่ที่การเรียบเรียง เรื่องขายรถจึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งอย่างน้อยก็แสดงถึงมูลเหตุที่ทำให้ได้ตัวจำเลยและของกลางและแม้โจทก์จะไม่กล่าวมาในฟ้องก็อาจนำสืบได้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา









