ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายยุงหรือ พยุงกับพวกพยายามฆ่าโจทก์โจทก์ได้แจ้งความไว้ โดยอ้างจำเลยเป็นพยานชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2504 จำเลยให้การต่อพันตำรวจตรีสุวิน พนักงานสอบสวนว่าจำเลยเห็นนายยุงถือปืนเมาเซอร์ต่อด้ามด้วยมือสองข้าง ยกปืนขึ้นประทับอกเล็งจ้องมาทางพระกล้าฯ (โจทก์) ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2504 จำเลยแจ้งความเท็จต่อพันตำรวจตรีสุวินพนักงานสอบสวนว่าข้าฯ ไม่เห็นนายยุงหรือพยุงยกปืนขึ้นประทับบ่าหรือเล็งจ้องมาทางพันตำรวจเอกพระกล้าฯ แต่อย่างไร เห็นแต่นายยุงถือปืนทำท่าจะลงเรือเท่านั้น พันตำรวจเอกพระกล้าฯ บอกให้ข้าพเจ้าให้การดังนั้นข้าฯ มีความเกรงใจเพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงให้การคล้อยตามไปอันเป็นเท็จทำให้โจทก์เสียหาย โดยพนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์สั่งไม่ฟ้อง ปล่อยนายยุงหรือพยุงไป เป็นเหตุให้คนทั้งหลายดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,172, 200
ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จในคดีที่โจทก์เป็นผู้กล่าวหา หากข้อเท็จจริงฟังได้ดังฟ้องว่า การที่พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ไม่ฟ้อง ปล่อยนายยุงหรือพยุงผู้ต้องหาไป เนื่องมาจากการแจ้งความเท็จของจำเลย ทั้งจำเลยยังกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้บอกให้จำเลยให้การอีก นับว่าโจทก์ได้รับความเสียหายด้วยคนหนึ่ง จึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิจารณาสั่งไปตามกระบวนความ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

