ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


ข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ได้ความว่าตามฟ้องโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยเป็นประกอบคำพยานและหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยเป็นเสมียนสถานีกรุงเทพฯ เป็นพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยและเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 18 จำเลยบังอาจทุจริตยักยอกเอาเงินที่ขายตั๋วได้รวม 9 ครั้ง 186,527 บาท และบังอาจจดข้อความเท็จลงในบัญชีจำหน่ายตั๋ว
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 131 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไข
เพิ่มเติมกฎหมายอาญา พ.ศ. 2484 มาตรา 3 กระทงหนึ่งและมาตรา 230 อีกกระทงหนึ่ง ให้รวมกระทงลงโทษจำคุกมีกำหนด 15 ปีลดฐานปรานีตามมาตรา 59 เสียกึ่งหนึ่งคงเหลือ 7 ปี 6 เดือน ฯลฯและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาว่าจำเลยควรมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 131แต่เพียงกระทงเดียวและขอความกรุณาในเรื่องกำหนดโทษ
ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยกระทำผิดหลายกระทงทั้งในเรื่องยักยอกและจดแจ้งเท็จ และเห็นว่ายังไม่มีเหตุผลที่จะแก้ไขกำหนดโทษลงอีกได้
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


