ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดสรรหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ซื้อตามโครงการเสนอขายหลักทรัพย์ หากไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถดำเนินการได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน503,507.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 สาเหตุที่ออกเนื่องจากจำเลยที่ 2 มีคำสั่งเลิกจ้างอ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เรียกค่าชดเชยและค่าเสียหาย ศาลไกล่เกลี่ยคู่ความตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 2 จ่ายเงินให้โจทก์ โจทก์ถอนฟ้องโดยระบุไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องเงินใดๆ จากจำเลยอีก ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้มีโครงการเสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่พนักงานในเครือไออาร์พีซี ซึ่งรวมถึงอดีตพนักงานที่เป็นลูกจ้างตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือ โดยอดีตพนักงานที่จะได้รับการจัดสรรต้องพ้นจากการเป็นพนักงานด้วยเหตุเกษียณอายุตามระเบียบบริษัท มีการโอนย้ายเนื่องจากคำสั่งของบริษัทเสียชีวิต หมดสัญญาจ้าง กรณีเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยจนต้องออกจากงาน บริษัทอนุญาตให้ลาออกโดยสมัครใจ โดยเสนอขายราคาหุ้นละ 2.88 บาท ราคาของหุ้น ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 มีราคาสูงสุด 1.96 บาท และต่ำสุด 1.93 บาท แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาโครงการที่จำเลยที่ 1 กำหนดเสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่พนักงานเป็นลักษณะสวัสดิการที่จำเลยทั้งสองมอบให้แก่พนักงานด้วยความสมัครใจไม่ได้เกิดขึ้นโดยกฎหมายบังคับหรือข้อสัญญาใด ๆ จำเลยทั้งสองย่อมกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรได้ตามความต้องการ ซึ่งอดีตพนักงานต้องเป็นไปตามที่จำเลยทั้งสองกำหนด หากถูกเลิกจ้างจะต้องถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด กรณีของโจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่ากระทำความผิดร้ายแรง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วถอนฟ้อง คำสั่งเลิกจ้างจึงยังคงอยู่ไม่ได้ถูกลบล้างหรือเพิกถอน โจทก์จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าในโครงการของจำเลยที่ 1 ที่เสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่อดีตพนักงานของจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือนั้น อดีตพนักงานที่จะมีสิทธิได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 หากพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะถูกเลิกจ้างจะต้องเป็นกรณีที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด โดยในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหาย ศาลไกล่เกลี่ยคู่ความจนคดีสามารถตกลงกันได้ซึ่งจำเลยที่ 2 จ่ายเงินให้โจทก์และโจทก์ยอมถอนฟ้อง จึงเท่ากับว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงยังคงอยู่ไม่ได้ถูกเพิกถอนโจทก์จึงขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.790/2552

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th