ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นตั้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของกิจการอู่ซ่อมรถ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2557 จำเลยนำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์มาให้ผู้เสียหายซ่อม จำเลยบอกแก่ผู้เสียหายว่าสนใจจะเช่าพระเครื่องและซื้อที่ดิน ผู้เสียหายพาจำเลยไปติดต่อหาเช่าพระเครื่องและพาไปดูที่ดินหลายแห่ง ผู้เสียหายและจำเลยกลับมาถึงอู่ซ่อมรถเวลาประมาณ 21 นาฬิกา รถของจำเลยซ่อมเสร็จแล้ว ค่าซ่อมเป็นเงินประมาณ 10,000 บาท จำเลยขอรับรถไปแต่ยังไม่ชำระเงินค่าซ่อมรถ จำเลยพักอยู่โรงแรมซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอู่ซ่อมรถของผู้เสียหาย จำเลยขอยืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อส่งไฟล์ภาพไปให้เพื่อนที่กรุงเทพมหานครและขอยืมพระเครื่องกับสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท ของผู้เสียหายไว้ดูโดยมอบพระเครื่อง 2 องค์ ของจำเลยซึ่งอ้างว่าราคาองค์ละ 2,000,0000 บาท ให้ผู้เสียหายไว้ มารดาผู้เสียหายเกรงว่าผู้เสียหายจะถูกหลอกลวง ผู้เสียหายจึงไปขอสร้อยคอทองคำและพระเครื่องคืน จำเลยคืนสร้อยคอทองคำและพระเครื่องให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กยังไม่คืนให้อ้างว่ายังไม่ได้ส่งไฟล์ภาพ วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์หลบหนีออกทางด้านหลังของโรงแรมและถูกเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมพร้อมด้วยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กในรถยนต์ของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกมิใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา เห็นว่า หลังจากที่ผู้เสียหายมอบสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท พร้อมพระเครื่องและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้แก่จำเลยแล้ว หากจำเลยมีเจตนาที่จะลักทรัพย์ของผู้เสียหายดังกล่าวมาตั้งแต่แรก เมื่อผู้เสียหายเดินทางกลับไปที่อู่ซ่อมรถ จำเลยน่าจะต้องรีบนำทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวขับรถหลบหนีไปทันทีไม่น่าจะพักค้างคืนอยู่ที่โรงแรมต่อไปตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า เพราะสร้อยคอทองคำและพระเครื่องของผู้เสียหายมีมูลค่าสูงกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมาก แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อผู้เสียหายกลับมาหาจำเลยที่โรงแรมและขอสร้อยคอทองคำและพระเครื่องคืน จำเลยก็ยอมคืนให้แก่ผู้เสียหายไป การที่จำเลยยังคงพักค้างคืนอยู่ที่โรงแรมจนกระทั่งถึงวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 7 นาฬิกา จึงขับรถออกไปทางด้านหลังของโรงแรมหลบหนีไปพร้อมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของผู้เสียหายนั้น ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยต้องการหลบหนีไม่ชำระค่าซ่อมรถประมาณ 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้ชำระให้แก่ผู้เสียหายโดยนำคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ยืมมาตามที่อ้างว่าเพื่อส่งไฟล์ภาพติดรถไปด้วย การที่จำเลยครอบครองคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายแล้วไม่คืนให้แก่ผู้เสียหายแต่กลับนำใส่รถขับหลบหนีไป จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก มิใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2475/2558

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th