ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินจากจำเลย ซึ่งมีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 28 วา โดยอ้างว่าปกครองร่วมกันมา ให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเนื้อที่3 งาน 64 วา จำเลยต่อสู้ว่า ที่พิพาทต่างแยกกันปกครองเป็นส่วนสัดต้องเป็นไปตามส่วนที่ปกครอง ศาลชั้นต้นสั่งทำแผนที่ แล้วพิจารณาฟังว่า โจทก์ จำเลยปกครองที่พิพาทร่วมกัน ยังมิได้แบ่งพิพากษาให้แบ่งเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ทางด้านตะวันตกได้แก่โจทก์ ทางด้านตะวันออกได้แก่จำเลย มีเนื้อที่ส่วนละ 3 งาน 46 ตารางวา 2 ศอกศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์จำเลยได้ครอบครองที่เป็นส่วนสัดสืบต่อมาจากมารดาช้านาน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่า ที่ที่ปลูกบ้านเรือนอยู่ตั้งแต่ด้านที่ติดลำคลองเข้าไปนั้น มารดาโจทก์จำเลยได้ปกครองเป็นส่วนสัดโดยถือลำคูเป็นเขตกั้นมาช้านาน ควรให้แบ่งกันตามนั้น ส่วนที่สวนตอนหลังบ้านฟังได้ว่า ได้ปกครองเก็บผลประโยชน์ร่วมกันมาโดยมิได้ถือคูกั้นเป็นเขต คู่คั่นเป็นเขต ที่ใช้เป็นอู่เรือนั้นจึงเป็นแต่เพียงตอนหน้าที่ปลูกบ้าน ที่จำเลยครอบครองเป็นส่วนสัดมาจึงเป็นแต่เพียงตอนหน้า คือตอนจากคลองเข้าไปแล้วหักเลี้ยวไปตามร่องสวนชิดเรือนจำเลยทางด้านทิศเหนือเห็นว่า ส่วนแห่งความเป็นเจ้าของของโจทก์จำเลยยังคงมีอยู่คนละครึ่งในที่ดินนั้นทั้งแปลง จึงพิพากษากลับ ให้แบ่งทรัพย์สินอันโจทก์จำเลยเป็นเจ้าของร่วมกันนี้คนละเท่า ๆ กันโดยให้ถือแนวกลางอู่จากคลองยืนขึ้นไปทางเหนือแล้วหักมุมตามแนวกลางคู หรือร่องสวนไปทางทิศตะวันออก จนถึงจุด ๆ หนึ่ง ซึ่งเมื่อลากเส้นขนานกับเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกจากจุดนั้นไปทางทิศเหนือ จนจดเขตด้านทิศเหนือแล้วที่ดินทั้ง 2 แปลงจะมีเนื้อที่แปลงละ 3 งาน 46 วา 2 ศอก หรือครึ่งหนึ่งของจำนวนเนื้อที่ทั้งหมด ถ้าคู่ความกำหนดแบ่งเขตกันเอง ไม่ตกลงให้เจ้าพนักงานหอทะเบียนที่ดินเป็นผู้รังวัดตามนัยดังกล่าวข้างต้น
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


