ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาของหลวงชูวิชากร ผู้ตายขอห้ามจำเลยไม่ให้เกี่ยวข้องขัดขวางโจทก์ในการรับบำนาญตกทอดของหลวงชูวิชากร
จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นภรรยาชอบด้วยกฎหมายของหลวงชูวิชากรโจทก์หย่าขาดกับหลวงชูวิชากรแล้ว และฟ้องแย้ง ขอให้ห้ามโจทก์รับบำนาญตกทอดของหลวงชูวิชากร
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หลวงชูวิชากรกับโจทก์ยังไม่หย่าขาดจากสามีภรรยากัน การจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับหลวงชูวิชากรตกเป็นโมฆะ โจทก์ผู้เดียวเป็นผู้มีสิทธิได้รับบำนาญตกทอดของหลวงชูวิชากรและห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้พิพาทกันว่า ใครควรเป็นทายาทอันจะมีสิทธิรับบำนาญตกทอดของหลวงชูวิชากรตาม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญพ.ศ. 2494 จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ส่วนข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์และหลวงชูวิชากรเป็นสามีภรรยากันก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 อยู่กินด้วยกันชั่วระยะเวลาไม่เกิน 15-16 ปี และโจทก์กับหลวงชูวิชากรก็แยกจากกัน มิได้อยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาทั่วไป เป็นเวลา 35-36 ปี จนกระทั่งหลวงชูวิชากรถึงแก่กรรมหลังจากโจทก์แยกกับหลวงชูวิชากรแล้ว หลวงชูวิชากรได้ภรรยาอีกคนหนึ่งอยู่กินกันอย่างออกหน้าออกตาเป็นเวลา 15 ปี จึงเลิกร้างกันไป แล้วหลวงชูวิชากรจึงได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย อยู่กินด้วยกันจนกระทั่งหลวงชูวิชากรถึงแก่กรรมเป็นเวลาประมาณ 20 ปี ขณะโจทก์จะแยกกับหลวงชูวิชากรไป ได้มีเรื่องโกรธขึ้งกันขึ้น โดยโจทก์ประพฤตินอกใจหลวงชูวิชากร โจทก์จึงละทิ้งหลวงชูวิชากรไปเที่ยวอาศัยคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง ต่างฝ่ายต่างขาดการติดต่อซึ่งกันและกันฉันท์สามีภรรยาจนเป็นที่เห็นว่า ทั้งสองหมดเยื่อใยต่อกัน ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า พฤติการณ์ระหว่างโจทก์กับหลวงชูวิชากร ได้สมัครใจหย่าขาดจากสามีภรรยากันแล้ว ตามกฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่ 51 แม้จะมิได้ทำพิธีหย่าเป็นหนังสือ ก็เป็นการใช้ได้ตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย และฟังว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับหลวงชูวิชากรสมบูรณ์แล้วทุกประการ
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และห้ามโจทก์ขัดขวางจำเลยในการขอรับบำนาญตกทอดของหลวงชูวิชากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








