ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 25 ปี ริบเหล็กแป๊บและเศษเก้าอี้พลาสติกของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้พลาสติกเป็นอาวุธตีที่บริเวณศีรษะและใบหน้าของนายโรจน์ ผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมยึดเหล็กแป๊บและเศษเก้าอี้พลาสติกเป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปในที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับพยานโจทก์ปากนายวรฤทธิ์และนายอัสสรัตน์ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ชกต่อยและใช้เหล็กแป๊บจะเข้าทำร้ายนายวรฤทธิ์ภายในร้าน แต่นายเรืองศักดิ์เจ้าของร้านห้ามปรามไว้ และจำเลยที่ 3 ใช้เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินฟาดนายอัสสรัตน์ได้รับบาดเจ็บ หลังจากจำเลยที่ 1 และพวกออกจากร้านไปเพียง 5 นาที พยานโจทก์ทั้งสองก็ได้ยินเสียงเหมือนคนถูกทุบทำร้ายร้องขอความช่วยเหลือ 2 ครั้ง จากนั้นได้ออกไปดูนอกร้านก็พบผู้ตายนอนอยู่กลางถนนและมีเลือดไหลออกจากศีรษะจำนวนมาก พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเห็นและจดจำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ แม้ไม่เห็นขณะที่ผู้ตายถูกตีก็ตาม แต่ก็ยืนยันว่ามีการใช้เวลาทำร้ายผู้ตายเพียง 5 นาที ไม่นานผู้ตายก็ถึงแก่ความตาย มีเลือดไหลออกจากศีรษะจำนวนมาก ย่อมแสดงว่ามีคนร้ายหลายคนรุมทำร้ายผู้ตายด้วยอาวุธอย่างรุนแรงจนทำให้ถึงแก่ความตายในเวลาอันรวดเร็ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพและอยู่ในกลุ่มของจำเลยที่ 1 ในสถานที่เกิดเหตุ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้พลาสติกตีผู้ตายบริเวณศีรษะ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญโดยเจตนาฆ่าจนถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนมีการซัดทอดจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย แม้โจทก์จะมีนายวรฤทธิ์ นายอัสสรัตน์ และนายเรืองศักดิ์มาเบิกความเป็นพยานก็ตาม แต่พยานโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานแวดล้อมซึ่งใกล้ชิดสถานที่เกิดเหตุ แต่ไม่ใช่พยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ดังที่โจทก์อ้าง เพราะพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวไม่เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้เป็นอาวุธฆ่าผู้ตายเลย ด้วยเหตุมีประตูร้านค้าปิดกั้น ไว้ คงได้ยินแต่เสียง และเมื่อเปิดประตูร้านค้าออกไปดูก็คงพบแต่ผู้ตายนอนอยู่บนถนนหน้าร้านค้า ไม่พบคนร้ายเลย ที่ว่าใครเป็นคนร้ายก็เบิกความว่า คนร้ายมีหลายคนตามที่คาดหมายเอาโดยไม่เห็นเอง ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและให้การซัดทอดจำเลยที่ 2 ด้วย ก็ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเพียงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีจำเลยที่ 2 และนายสุริยานั่งดื่มสุรากันอยู่แล้วทะเลาะกับนายโรจน์ และจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้ตีทำร้ายที่ศีรษะของนายโรจน์เป็นเหตุให้นายโรจน์ถึงแก่ความตายเท่านั้น ไม่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ร่วมใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้ตีทำร้ายที่ศีรษะของผู้ตายแต่อย่างใด ซึ่งพวกของจำเลยที่ 1 มิใช่จะมีเพียงจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น เพราะนายเรืองศักดิ์เจ้าของร้านค้าก็เบิกความว่า จำเลยที่ 1 มากับพวกประมาณ 5 คน ทั้งปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ และตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาและฐานความผิดเพิ่มเติมตาม ก็ระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันให้การปฏิเสธ ส่วนครั้งแรกที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธแล้วต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพนั้น ก็เป็นขั้นตอนหลังจากศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการสมานฉันท์และสันติวิธีตามขั้นตอนระเบียบของศาลชั้นต้นไปแล้ว ทั้งยังมีข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อมา เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 3 มีใบหน้าคล้ายบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ แต่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำผิดจริง ดังนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักวิชาการ

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th