ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า

ขณะต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง

จำเลยนำเข้ามาหรือรับไว้หรือเก็บรักษาไว้ในเรือนจำซึ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นสิ่งของต้องห้าม

โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 6, 38, 45, 58 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,

92

เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 5

ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.10972/2544 ของศาลอาญา ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

แต่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิพากษายืน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอธิบายเหตุสงสัยเกี่ยวกับคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 191

เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

แต่เรือนจำกลางบางขวางกลับมีคำสั่งที่ 42/2556 ให้ลดชั้นนักโทษเด็ดขาดของจำเลยจากชั้นเยี่ยมลงเป็นชั้นเลวมาก

ตัดวันลดวันต้องโทษจำคุกจำนวน 30 วัน โดยอาศัยเหตุที่จำเลยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่

14 ธันวาคม 2560 ว่า คำพิพากษาของศาลมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว

จึงไม่มีเหตุที่จะต้องอธิบายให้ทราบอีก ให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2561

จำเลยยื่นคำร้องขอติดตามทวงถามเหตุสงสัยตามคำพิพากษาและคำสั่งเรือนจำกลางบางขวางที่ขอให้ศาลอธิบาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่

31 สิงหาคม 2561 ว่า จำเลยถูกฟ้องในฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ดังนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ในคดีนี้

สำเนาแจ้งคำสั่งให้เรือนจำกลางบางขวาง จำเลยและโจทก์ทราบ

จำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่

22 กันยายน 2561 จากนั้นวันที่ 8 ตุลาคม 2561 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ว่า

ศาลชั้นต้นไม่ได้อธิบายว่าคำพิพากษาของศาลกับคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางที่

42/2556 ขัดกันหรือไม่ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่

9 พฤศจิกายน 2561 ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้

จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย แจ้งจำเลยทราบ

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิเคราะห์แล้ว ตามที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 20

สิงหาคม 2561 ต่อศาลชั้นต้นตามลำดับ ขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนและคำร้องของจำเลยไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค

1 พิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องนั้นเสียเอง

และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2561 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1

ไม่อาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในกรณีเช่นนี้ได้

แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค

1 แล้ว จึงเห็นสมควรมีคำสั่งให้เสร็จไปในคราวเดียว เห็นว่า

เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่กรณีเมื่อจำเลยเกิดสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลต้องอธิบายให้ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 191 แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่จำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1

อธิบายว่าคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางซึ่งได้สั่งลงโทษจำเลย ขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่

ซึ่งไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว ทั้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีรายละเอียดปรากฏไว้ชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องอธิบาย แต่หากจำเลยเห็นว่าการที่ถูกลดชั้นและตัดวันลดโทษไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการทางปกครองต่อไป ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์

แต่เรือนจำกลางบางขวางกลับมีคำสั่งให้ลดชั้นนักโทษเด็ดขาดของจำเลย

ตัดวันลดวันต้องโทษ และตัดการอนุญาตให้รับการเยี่ยม โดยอาศัยเหตุที่จำเลยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ คำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางจึงขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกฟ้องโจทก์ กรณีจึงมีเหตุสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาของศาล

ขอให้ศาลฎีกาอธิบายให้แจ่มแจ้งเพื่อที่จำเลยจะนำผลคำวินิจฉัยไปยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 191 บัญญัติว่า “เมื่อเกิดความสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

ถ้าบุคคลใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอต่อศาลซึ่งพิพากษาและสั่ง ให้ศาลนั้นอธิบายให้แจ่มแจ้ง”

ดังนั้น

เมื่อปรากฏว่า คดีของจำเลยถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ภาค 1

ซึ่งเป็นศาลซึ่งพิพากษาที่ต้องอธิบายให้แจ่มแจ้ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1

วินิจฉัยหรืออธิบายอย่างไรแล้ว ก็ต้องยุติลงตามนั้น

ส่วนที่จำเลยสงสัยเกี่ยวกับการบังคับโทษตามคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางว่าขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค

1 หรือไม่ นั้น

คำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลงโทษทางวินัยแก่ผู้ต้องขัง

ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง หากจำเลยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้อง

ไม่ตรงหรือขัดกับคำพิพากษา หรือไม่เป็นธรรมอย่างไร

ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการทางปกครองต่อไป ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2932/2562

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th