ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีทั้งแปดสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกนายพนม จำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ให้เรียกนายพนัส จำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 ให้เรียกนายสมชาย จำเลยในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 ให้เรียกนายสมพร จำเลยในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 4 ให้เรียกนายมิตร จำเลยในสำนวนที่ห้าว่า จำเลยที่ 5 ให้เรียกนางเพลินจิต จำเลยในสำนวนที่หกว่า จำเลยที่ 6 ให้เรียกนายศิริ จำเลยในสำนวนที่เจ็ดว่า จำเลยที่ 7 และให้เรียกนายจิรพัฒน์ จำเลยในสำนวนที่แปดว่า จำเลยที่ 8

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งแปดสำนวนขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งแปดเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท และจำเลยที่ 8 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งแปดจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยที่ 5 ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ให้ขับไล่จำเลยทั้งแปดพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป คำขออื่นให้ยกและมีคำสั่งไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อประมาณปี 2482 นายกอหรือนายโกยลิก้อ ได้รับประทานบัตรเหมืองแร่ดีบุก ตามประทานบัตรเลขที่ 6700/5622 และเลขที่ 4768/3439 ตั้งอยู่ที่ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นายกอหรือนายโกยลิก้อจดทะเบียนตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นมาดำเนินการทำเหมืองแร่จนถึงปี 2529 จึงหยุดประกอบกิจการ ปี 2547 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดที่ดิน จำเลยทั้งแปดและชาวบ้านรวม 23 ราย คัดค้าน ในแผนที่วิวาทปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 77 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏที่ดินที่ครอบครอง แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ จำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 70 ตารางวา และจำเลยที่ 4 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 20 ตารางวา และ 89 ตารางวา จำเลยที่ 5 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 90 ตารางวา จำเลยที่ 6 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา จำเลยที่ 7 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา จำเลยที่ 8 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา จำเลยที่ 8 ซึ่งเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นคนแรกติดกับที่ดินของบิดามารดาและแจ้งต่อองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ในปี 2547

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 65 บัญญัติว่า "นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย การยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐจึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติและต้องเป็นกิจการที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ด้วย เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทของโจทก์ โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนให้มีวัตถุประสงค์ในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งแปดและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นต่อสู้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย อนึ่ง เห็นสมควรชี้ขาดว่า คำพิพากษาศาลฎีกาให้มีผลถึงจำเลยที่ 8 ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 245 (1), 246, 247 สำหรับปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ยกขึ้นวินิจฉัย

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ1243-1249/2557

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th