ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 6 สถานีอนามัยตำบลนาวุ้ง ปฏิบัติราชการที่สถานีอนามัยบ้านดอนนาลุ่ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี กระทรวงสาธารณสุข ผู้เสียหาย ปฏิบัติหน้าที่ด้านการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีการเงิน การรับเงิน จ่ายเงิน การเบิกถอนเงิน การเก็บรักษาเงินของสถานีอนามัยบ้านดอนนาลุ่ม เมื่อระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดังกล่าวได้ครอบครองเงินจำนวน 433,420 บาท ของผู้เสียหาย และมีหน้าที่ดูแลรักษาเงินจำนวนดังกล่าวให้ครบถ้วน การเบิกจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องมีหลักฐานหนังสืออนุมัติก่อหนี้ผูกพันและหนังสืออนุมัติให้จ่ายเงินจากผู้มีอำนาจ แต่จำเลยไม่มีหลักฐานหนังสืออนุมัติก่อหนี้และหนังสืออนุมัติให้จ่ายเงินจากผู้มีอำนาจที่ใช้ประกอบกับใบคำขอถอนเงินเพื่อเบิกเงิน แต่จำเลยกลับใช้ใบเบิกถอนเงินจำนวน 433,420 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นโดยทุจริต เห็นได้ว่าโจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงองค์ประกอบความผิดที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาเงินของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเงินของผู้เสียหายไปโดยเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกานั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จึงเป็นฟ้องที่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า เงินที่จำเลยยักยอกไปมีจำนวนสูง จำเลยกระทำไปโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทางราชการ ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 6 มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีการเงิน การรับเงิน จ่ายเงิน การเบิกถอนเงิน การเก็บรักษาเงิน แต่กลับมากระทำความผิดเสียเอง โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยจะชดใช้เงินที่จำเลยยักยอกคืนให้แก่ผู้เสียหายเกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปจำนวน 92,979 บาท กระทำความผิดเพื่อต้องการช่วยเหลือญาติพี่น้อง มีคุณความดีในการปฏิบัติราชการ และมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดาและหลานนั้น เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิดควรจะคิดใคร่ครวญให้ดี มิใช่กระทำความผิดแล้วนำเงินที่ยักยอกไปมาคืนให้แก่ผู้เสียหายและนำเหตุผลส่วนตัวมาเป็นข้ออ้างขอให้ศาลปรานี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.164/2555

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th