ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 6 เดือน ตามข้อตกลงในสัญญาบริการและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันศาลแรงงานกลางได้พิพากษาตามยอมโดยให้โจทก์ลาออกและจำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์750,000 บาท แบ่งชำระเป็นสองงวด งวดแรกครึ่งหนึ่งชำระในวันที่ 31 ตุลาคม 2539 งวดที่สองอีกครึ่งหนึ่งชำระในวันที่29 พฤศจิกายน 2539 ต่อมาจำเลยได้นำเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน339,313.85 บาท สำหรับชำระหนี้งวดแรกโดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน 35,686.15 บาท มาวางศาลพร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากรเพื่อให้โจทก์รับไป

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนให้โจทก์จำนวน 3 เดือน เพราะเหตุที่จำเลยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกจ้าง 6 เดือน ตามข้อตกลงในสัญญาบริการไม่มีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักภาษี ณ ที่จ่ายได้แต่อย่างใด ตามสัญญาบริการเอกสารหมายเลข 1 ท้ายฟ้อง ข้อ 4.1 และ 4.2 ได้ตกลงกันไว้ว่าเงินค่าจ้างที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์เดือนละ 250,000 บาท นั้นไม่มีการหักภาษีใด ๆ ทั้งสิ้นหากมีภาษีที่โจทก์จะต้องจ่ายจำเลยจะเป็นผู้จ่ายแทนทั้งหมด จำเลยจึงต้องจ่ายเงินให้โจทก์เต็มจำนวนในสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรจึงให้ยกคำร้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำนวนเงิน750,000 บาท ที่จำเลยตกลงชำระให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นการตกลงที่จะชำระเต็มจำนวนตามสัญญาที่ทำไว้ต่อศาล และตามสัญญาบริการระหว่างโจทก์จำเลยที่ใช้บังคับในระหว่างที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ใช้เป็นฐานแห่งการชำระเงินในคดีนี้ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งในข้อ 1.2 ว่า ภาษีเงินได้และภาษีอื่นที่โจทก์พึงจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับค่าตอบแทน จำเลยจะเป็นผู้จ่ายแทนในนามของโจทก์ทั้งสิ้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยตกลงเลิกสัญญาบริการกันแล้วจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างและนายจ้างกันต่อไป จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ดังนั้น เงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมิใช่ค่าจ้างเมื่อโจทก์จำเลยตกลงเลิกสัญญากันแล้ว จำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีเงินได้แทนโจทก์ต่อไป และเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นเงินได้อันเนื่องมาจากสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ประกอบมาตรา 3 จตุทศแห่งประมวลรัษฎากร แล้วนำส่งเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรหากโจทก์เห็นว่าโจทก์เสียภาษีน้อยกว่าที่จำเลยหักไว้ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการแก่กรมสรรพากรว่าด้วยเรื่องการคืนภาษีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th