ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


คดี 2 สำนวนนี้ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน
สำนวนแรก นางเอ่งซวดเป็นโจทก์ฟ้องนางนุ้ย โดยกล่าวว่านายเอ่งซวดเป็นเจ้าของที่ดินกับเรือนตามโฉนดที่ 1182 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 1121 ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านตะวันตก จำเลยมีเรือนเลขที่ 139 อยู่ในที่ดินนี้ จำเลยได้รื้อเรือนเก่าแล้วปลูกสร้างขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนใช้หลังคาสังกะสีและจำเลยได้ทำชายคารุกล้ำเข้ามาบนเขตที่ดินของโจทก์ครึ่งฟุต และยาวตามที่ดิน 40 ฟุตเป็นเนื้อที่หลังคารุกล้ำ 20 ตารางฟุต โจทก์ก่อสร้างเรือนของโจทก์ให้สูงขึ้นไปไม่ได้ เพราะไปติดหลังคาเรือนจำเลย โจทก์ให้พนักงานรังวัดตรวจสอบเขต ก็ปรากฏว่าหลังคาเรือนจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์ ขอให้จำเลยรื้อถอนให้พ้นที่ดินโจทก์
นางนุ้ยจำเลยให้การว่า มารดาจำเลยยกที่ดินและเรือนให้จำเลยไม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์
นายเหมาะสามีนางนุ้ยจำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าแทนที่นางนุ้ยศาลอนุญาต
สำนวนที่ 2 นางนุ้ยโดยนายเหมาะผู้รับมอบอำนาจ นายเหมาะจำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนางเอ่งซวด นางสาวเหลี่ยนกิ้นว่า นายเหมาะ นางนุ้ย ได้รับโอนที่ดินมา นางเอ่งซวดและนางสาวเหลี่ยนกิ้นได้จ้างช่างหล่อเสาคอนกรีต คานคอนกรีต และก่อกำแพงตึกรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของนายเหมาะ นางนุ้ยด้านตะวันออก ตามอักษรหมาย ก.ข.ในแผนที่ท้ายฟ้อง ยาวประมาณ 12 เมตร กว้างประมาณ 20 เซนติเมตรได้ก่ออิฐ กั้นดิน แล้วกั้นฝาสังกะสีระหว่างอักษร ข.ค.รุกล้ำ กว้าง 60 เซนติเมตร ยาวประมาณ 28 เมตร ขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไป
นางเอ่งซวด และนางสาวเหลี่ยนกิ้นให้การว่า ไม่ได้รุกล้ำที่ของนายเหมาะ นางนุ้ย
เพื่อความสะดวก ศาลเรียกนางเอ่งซวด และนางสาวเหลี่ยนกิ้นเป็นโจทก์ นายเหมาะ นางนุ้ยเป็นจำเลย
ในวันชี้สองสถาน คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า จะไม่ขอสืบพยานใด ๆ แต่จะขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ติดต่อกันเมื่อเจ้าพนักงานสอบเขตแล้ว ให้ทำแผนที่แสดงอาณาเขตติดต่อของโฉนดทั้ง 2 และให้แสดงให้ปรากฏว่าสิ่งปลูกสร้างอันใดของฝ่ายใดรุกล้ำเข้าอาณาเขตอย่างใด เมื่อปรากฏว่าตามการรังวัดว่าสิ่งปลูกสร้างส่วนใดรุกล้ำเขตนั้นเข้าไปทั้งบนดินและเหนือพื้นดินฝ่ายที่เป็นเจ้าของจะยอมรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนนั้นไป ประเด็นข้ออื่นคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายขอสละเสียทั้งสิ้น
เจ้าพนักงานที่ดินสั่งให้ช่างแผนที่ทำการรังวัดทำแผนที่ที่รายพิพาทตามคำสั่ง เสร็จแล้ว และส่งรูปแผนที่รายพิพาทมายังศาลปรากฏว่าอาคารของจำเลยตามเส้นและอักษรสีแดง ก.ข. กับ ค.ง.มีเชิงชายคาน้ำล้ำลงไปในที่ดินของโจทก์ และ ง.จ. ส่วนล้ำอยู่เฉพาะตอนหน้าของระยะนี้ จำเลยขอให้รังวัดใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่จำเป็นและนัดฟังคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อเชิงชายคาอาคารของจำเลยซึ่งรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตอนที่ 1 อักษรหมาย ก.ข.ตอนที่ 2 หมาย ค.ง. ตอนที่ 3 ครัวซึ่งล้ำเข้าไปครึ่งหนึ่งของระยะตามเส้นอักษร ง.จ. ตามที่ปรากฏในรูปแผนที่กลาง ให้พ้นจากเขตที่ดินของโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ในชั้นชี้สองสถาน คู่ความตกลงท้ากันแล้วว่าขอให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรับวัดสอบเขต เมื่อปรากฏตามการรังวัดว่าสิ่งปลูกสร้างส่วนใดรุกล้ำเขตนั้นเข้าไปในที่ดินของอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายเป็นเจ้าของจะยอมรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนนั้นไป เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปรับวัดสอบเขตตามคำสั่งศาลโดยสุจริต และปรากฏว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ของโจทก์ จำเลยก็ต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ของโจทก์ จำเลยจะกลับมาเบี่ยงบ่ายลอย ๆ ว่า รูปแผนที่ที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำมาไม่ถูกต้องจะขอให้เจ้าพนักงานคนอื่นไปทำการรังวัดใหม่ไม่ได้ มิฉะนั้นคำที่ท้ากันก็จะไม่มีทางยุติกันได้
ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำเชิงชายคารุกล้ำเข้ามาในที่โจทก์ครึ่งฟุตนั้นเป็นเรื่องประมาณ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ยังได้กล่าวขอให้จำเลยรื้อหลังคาของจำเลยให้พ้นที่ดินของโจทก์ และเมื่อท้ากันคู่ความก็ยังรับกันว่าสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายใดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายนั้นก็ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนนั้นออกไป ฉะนั้นเมื่อเจ้าพนักงานรังวัดสอบเขตแล้ว แม้จะปรากฏว่าตามแผนที่กลางตอน ค.ง. คืออาคารตอนที่ 2 ของจำเลยมีชายคาน้ำตกล้ำลงไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 1 ฟุตเศษ คือความกว้างเกินไปกว่าที่โจทก์ประมาณไว้บ้างศาลก็ตัดสินให้จำเลยรื้อถอนไปตามคำท้าได้
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอยู่ในฐานะที่เป็นโจทก์ได้ยื่นฟ้องกล่าวหาโจทก์ว่าได้ก่อกำแพงและกั้นฝาล้ำที่ดินจำเลย แต่ตามรายงานและแผนที่กลางที่เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดทำแผนที่กลางหาได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไม่ แสดงว่าไม่ได้ทำการรังวัดสอบเขตให้เป็นที่แน่นอนตามความประสงค์ของโจทก์จำเลยทุกข้อหา ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นข้อนี้โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จะมายกในชั้นฎีกาไม่ได้ และที่จำเลยฎีกาว่าคำพิพากษาที่ให้ยกฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 137/2507 คือ สำนวนที่ 2 โดยไม่ได้ให้คำวินิจฉัยประกอบคำพิพากษา เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นข้อนี้โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลอุทธรณ์ จะมายกขึ้นในชั้นฎีกาไม่ได้เช่นเดียวกันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


