ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,207,080.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,558,713.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,749,540 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยทำสัญญาภารจำยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินเพื่อทำทางเข้าออกบริเวณย่านสถานีรถไฟบ้านทับช้างโดยโจทก์ชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมจำนวน 6,749,540 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาด้วย ต่อมาคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากันโดยสมัครใจ และในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยนำเงินจำนวน 6,749,540 บาท มาชำระคืนให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไว้
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกรณีนี้เป็นการเลิกสัญญาโดยสมัครใจซึ่งคู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคสองของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติถึงเงินที่ต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยโดยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ดังนั้น หนี้ที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระจึงมีทั้งหนี้ต้นเงินซึ่งเป็นหนี้อันเป็นประธานและดอกเบี้ย ซึ่งตามมาตรา 329 ไม่ได้บังคับว่าลูกหนี้จะขอชำระหนี้อันเป็นประธานโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ยไม่ได้เสียเลยเพียงแต่ให้สิทธิเจ้าหนี้ว่าถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้หนี้อันเป็นประธานก่อนโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น คดีนี้เมื่อจำเลยขอชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท โจทก์รับชำระไว้โดยไม่ได้บอกปัด จึงถือว่าโจทก์ได้รับชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทไว้แล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระดอกเบี้ยซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์ เป็นเวลา 9 ปี 2 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 4,558,713.28 บาท และเมื่อโจทก์รับชำระต้นเงินทั้งหมดไว้แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท นับแต่วันดังกล่าวต่อไปอีก จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน 4,558,713.28 บาท ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับเป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจำนวน 4,558,713.28 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2594/2554
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


