ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,160,507.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 4,758,935 บาท และ 3,966,898 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 1,377,434 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กรกฎาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากผู้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยรับว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา และลงลายมือชื่อในบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา จริง เพียงแต่อ้างว่าถูกโจทก์ข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อ โจทก์ไม่จำต้องอ้างต้นฉบับเอกสารเป็นพยาน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้น การเลิกสัญญาไม่กระทบสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสี่ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบของให้ถูกต้องและเรียกเบี้ยปรับตามสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,103,164 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากจำเลย 176,800 ต้น ในราคาต้นละ 13 บาท ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา จำเลยส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้โจทก์ไม่ครบถ้วนตามสัญญาวันที่ 11 กันยายน 2553 จำเลยทำบันทึกยอมชดเชยค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยยอมส่งมอบพันธุ์ยางพาราให้โจทก์อีก 20,000 ต้น ตามสำเนาบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา แต่จำเลยยังคงส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้โจทก์ไม่ครบถ้วนยังขาดอยู่อีก 152,573 ต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า เงินมัดจำ 114,569 บาท ที่จำเลยรับไปจากโจทก์เกินกว่ามูลค่าของต้นพันธุ์ยางพาราที่ส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ ส่วนค่าไถที่ดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพารานั้น เห็นว่า หลังจากโจทก์ทราบว่าจำเลยผิดสัญญากับโจทก์โดยไม่ส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์ได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนต้นพันธุ์ยางพาราที่จำเลยจะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ลงในแปลงเพาะปลูกที่โจทก์ได้ไถดินจัดเตรียมไว้ จึงถือว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการไถดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพาราแล้ว ย่อมไม่มีค่าเสียหายในส่วนนี้ที่โจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยต้องรับผิดได้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนของค่าไถดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ 500,000 บาทศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ต้องสั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อจากจำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยผิดสัญญาและทำให้โจทก์ต้องไปซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมต้นละ 15 ถึง 27 บาท โดยโจทก์มีหลักฐานตามสัญญาจะซื้อจะขายต้นพันธุ์ยางพารา และใบสำคัญจ่าย เป็นพยานสนับสนุน จึงชอบที่โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงินต้นละ 15 บาท ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา ยอมรับว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและยินยอมชดเชยค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยการส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราตามที่ซื้อขายให้แก่โจทก์เพิ่มอีก 20,000 ต้น เมื่อต่อมาจำเลยไม่สามารถส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์ก็ฟ้องคดีนี้เพื่อให้จำเลยรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา มิใช่ให้รับผิดตามบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา โจทก์จึงไม่อาจที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดในต้นพันธุ์ยางพารา 20,000 ต้น ได้ เพราะต้นพันธุ์ยางพารา 20,000 ต้น ดังกล่าวเป็นเพียงค่าเสียหายที่จำเลยตกลงว่าจะชดเชยให้แก่โจทก์ ไม่ใช่ต้นพันธุ์ยางพาราที่จำเลยต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ในจำนวนต้นพันธุ์ยางพารา 132,573 ต้น ราคาต้นละ 15 บาท เป็นเงิน 1,988,595 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์ต้องสั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากผู้อื่นมาปลูกทดแทนในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อจากจำเลยต้นละ 15 บาท จำนวน 152,573 ต้น เป็นเงิน 2,288,595 บาท จึงไม่ชอบ ส่วนเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายได้เท่านั้น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง เมื่อศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการที่โจทก์ต้องซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากผู้อื่นในราคาที่สูงขึ้นเป็นเงิน 1,988,595 บาท อันเป็นค่าเสียหายยิ่งกว่าเบี้ยปรับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยซึ่งเป็นการซ้ำซ้อนอีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท เป็นการไม่ชอบเช่นกัน รวมแล้วจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 2,103,164 บาทฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,103,164 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันฟ้องที่ 19 กรกฎาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1474/2558

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th