ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

ชั้นบังคับคดี ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยผิดสัญญาและละเมิดคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำขอบังคับคดีว่า จำเลยจะต้องนำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 7,949,000 บาท แต่จำเลยชำระให้เพียง 1,202,000 บาท ส่วนค่าเสียหายประจำเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจนถึงวันที่จำเลยหยุดดำเนินการขุดหาแร่เป็นเวลา 18 เดือน คิดเป็นเงินอีก 6,747,300 บาทจำเลยหาได้ชำระไม่ ขอให้ยึดทรัพย์

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรดังกล่าว ถ้าจำเลยยังขุดหาแร่ต่อไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 374,850 บาท นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจำเลยจะหยุดดำเนินการ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,202,000 บาท และห้ามจำเลยขุดแร่ในที่ดินแปลงประทานบัตรทั้ง 5 แปลงต่อไป นอกจากที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วใน 4 ราง นอกจากที่แก้นี้แล้ว ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดังนี้ เป็นอันว่าการขุดแร่ 4 รางที่จำเลยดำเนินการอยู่แล้วนั้น ศาลอุทธรณ์ให้ทำได้โดยไม่ต้องชำระค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากพิพากษาให้จำเลยชำระให้ 1,202,000 บาท เท่านั้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยยังคงต้องใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ374,850 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ไปจนถึงวันที่ 11 กรกฏาคม2511 ให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในประเด็นค่าเสียหายนี้ ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าจำเลยมีกำไรสุทธิเฉลี่ยเดือนละ 374,850 บาท และค่าเสียหายตามฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ายอดเงินที่จำเลยมีกำไรสุทธิกับยอดเงินที่จำเลยใช้แทนโจทก์ไป โจทก์ควรจะได้รับค่าเสียหายคิดถึงวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเพียงเท่าจำนวนที่จำเลยออกแทนโจทก์ไป จึงให้หักกลบลบหนี้กันไปกับเงินที่โจทก์จะต้องใช้คืนจำเลยและห้ามจำเลยทั้งสองดำเนินการขุดหาแร่ในที่ดินประทานบัตรดังกล่าว ถ้ายังขุดหาแร่ต่อไปด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 374,850 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจนกว่าจำเลยจะหยุดดำเนินการ แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อหักเงินที่จำเลยใช้แทนโจทก์ออกจากกำไรสุทธิแล้วยังเหลือกำไรสุทธิเป็นส่วนได้ของโจทก์ 1,202,000 บาท เป็นค่าเสียหายโดยตรงที่โจทก์ควรได้รับ ที่ศาลชั้นต้นหักกลบลบหนี้กันไปหมดไม่ชอบ ส่วนคำขอท้ายฟ้องโจทก์ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,200,000 บาทนอกจากที่จำเลยขุดแร่ 2 รางนับแต่วันฟ้องมีอยู่แล้ว และข้อห้ามจำเลยขุดเป็นรางที่ 3 ต่อไป กับรางที่ 4 ที่กำลังดำเนินการอยู่ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาห้ามจำเลยขุดแร่ต่อไป ถ้ายังขุดต่อไปจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 374,850 บาท ซึ่งมีผลให้จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายไม่ว่าจะขุดแร่รางใดใน 4 รางนั้น แล้วพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,202,000 บาท และห้ามจำเลยขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรพิพาท 5 แปลงต่อไป นอกจากที่ดำเนินการอยู่แล้วใน 4 รางดังกล่าวย่อมอนุมานได้ว่าศาลอุทธรณ์มิได้ประสงค์จะพิพากษาให้จำเลยขุดแร่ใน 4 รางนั้นได้โดยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แต่ประการใดในเมื่อจำเลยยังดำเนินการขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรใน 4 รางดังกล่าวต่อไป เพราะโจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยจำต้องชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์โดยไม่ต้องสงสัยจึงถือได้ว่าเฉพาะประเด็นค่าเสียหายที่จำเลยฎีกามา ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 374,850 บาท

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th
bind:isSubmitting />