ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เองต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า นายประพฤทธิ์ ผู้เสียหาย เป็นบุตรของนายประหยัดและนางพรรณวดี ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเขียนกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำว่า ผู้เสียหายตกลงจะซื้ออาคารพาณิชย์เลขที่ 605/6 หมู่ที่ 7 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนายสุชาติในราคา 1,900,000 บาท วางมัดจำเป็นเงิน 100,000 บาท กำหนดโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 โดยจำเลยเขียนชื่อของผู้เสียหายในช่องผู้จะซื้อและลงลายมือชื่อของจำเลยในช่องพยานของหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำในวันเดียวกัน จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายทาวน์เฮ้าส์เลขที่ 605/22 ซึ่งด้านหลังติดกับอาคารพาณิชย์ตามสัญญาฉบับแรกจากนายสุชาติ โดยระบุชื่อผู้จะซื้อคือนายฉัตรชัย จำเลยเขียนชื่อของนายฉัตรชัยในช่องผู้จะซื้อและลงลายมือชื่อในช่องพยานในหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำในลักษณะเดียวกันกับสัญญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเขียนชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้จะซื้อของสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ เป็นการเขียนให้เป็นลายมือของจำเลยเอง ยังใช้คำว่านายนำหน้าชื่อผู้เสียหายและเขียนชื่อผู้เสียหายผิดจาก "ประพฤทธิ์" เป็น "ประพฤติ" แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยมิได้เจตนาจะเลียนให้เหมือนหรือคล้ายคลึงลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การลงลายมือชื่อปลอม เมื่อพิจารณาประกอบสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำซึ่งจำเลยกับนายสุชาติทำขึ้นในคราวเดียวกันที่มีลักษณะเป็นเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายทั้งสองฉบับในฐานะเป็นตัวแทนของผู้เสียหายและนายฉัตรชัย ไม่ได้ทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงซึ่งผู้เสียหายทำด้วยตนเอง อันจะเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ ส่วนจำเลยจะเป็นตัวแทนมีอำนาจทำสัญญาแทนผู้เสียหายจริงหรือไม่ ก็เป็นปัญหาเพียงเรื่องการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือจะผูกพันผู้เสียหายที่เป็นตัวการหรือไม่ เพียงใดเท่านั้น แต่ไม่ทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นเอกสารปลอมไปได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2249/2553

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th