ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวรวม 26 ห้องโดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากทายาทผู้รับมรดกของพระยาอุเทนเทพโกสินทร์ เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถว 26 ห้องนี้เพื่อประกอบการค้า เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาขับไล่กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 45,000 บาท
จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีและฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเห็นว่าไม่มีความเกี่ยวพันกับฟ้องเดิม จึงให้ยกฟ้องแย้ง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" กฎหมายบัญญัติไว้ก็เพื่อให้ศาลพิจารณาคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่ปะปนกัน แม้ในคำฟ้องที่มีข้อหาหลายข้อซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกัน ก็ให้ศาลสั่งแยกคดีเสียได้ ตามมาตรา 29 คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่ เพราะเหตุที่บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การสู้คดีว่า สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด ขับไล่จำเลยไม่ได้ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อจำเลยถูกขับไล่แล้ว โจทก์จึงต้องชดใช้เงินค่าปลูกสร้างหรือจะแยกให้เห็นง่าย ๆ ก็ได้ ว่าถ้าจำเลยชนะคดีตามคำให้การฟ้องแย้งของจำเลยก็ตกไปเพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะชดใช้ จึงเป็นเรื่องที่จะเรียกร้องอีกเรื่องหนึ่งต่างหากในภายหลัง เมื่อปรากฏผลในคดีนี้แล้ว ดังนั้น จึงพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยไปพร้อมกันกับข้อต่อสู้ในคำให้การไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

