ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างตึกยกกรรมสิทธิ์ให้โจทก์และทำสัญญาเช่ารวม 9 ปี สัญญาเช่าสิ้นอายุแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลยและให้ใช้ค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย
จำเลยต่อสู้ว่าตึกพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องซ้ำ
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและให้ใช้ค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อน
ทางพิจารณาได้ความว่า เดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทของโจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5650/2509 จำเลยให้การต่อสู้ว่าตึกพิพาทจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินของโจทก์โดยทุนทรัพย์ของจำเลยและจำเลยยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทให้แก่โจทก์ ตึกพิพาทจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรรมสิทธิ์ตึกพิพาทตกเป็นของโจทก์แล้ว แต่หนังสือสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่ครบอายุสัญญาเช่า โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวาร พิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่ากรรมสิทธิ์ในตึกพิพาทเป็นของจำเลย และคดีแดงที่ 5650/2509 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาท โดยอ้างว่าบัดนี้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยได้ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าตึกพิพาทเป็นของจำเลยโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทและตัดฟ้องว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ(ซ้อน) ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทโดยอ้างว่าตึกพิพาทเป็นของโจทก์ และครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว ซึ่งปัญหาที่ว่าตึกพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยนั้น โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีแดงที่ 5650/2509 และในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้คดีนั้นยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้อันมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า ตึกพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแดงที่ 5650/2509 ดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

