ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


คดีสืบเนื่องมาจากศาลปกครองเพชรบุรีโอนคดีมายังศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (2) ศาลชั้นต้นจึงเรียกผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองดังกล่าวว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตามลำดับ
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 8
ผู้คัดค้านยื่นคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกหมายจำคุกเดิมและออกหมายจำคุกแก่ผู้ร้องใหม่
ผู้คัดค้านอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
ผู้คัดค้านฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่าเมื่อปี 2543 ผู้ร้องต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี และพ้นโทษเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 แล้วได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วันที่ 11 เมษายน 2556 ผู้ร้องต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 988/2549 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี
มีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องต้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากกำหนดโทษลง 1 ใน 6" และมาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกฤษฎีกานี้…"ผู้กระทำความผิดซ้ำ" หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว และกลับมาต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคราวก่อน กับความผิดทั้งสองคราวไม่ใช่ความผิดฐานลหุโทษหรือประมาท…" เมื่อคำว่าผู้กระทำความผิดซ้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งของมาตรา 12 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่านักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมเช่นเดียวกับผู้ร้องจะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษหรือไม่ เพียงใด อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในข้อที่วินิจฉัยแปลความคำว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ทั้งคู่ความไม่ได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาด้วย ศาลฎีกาก็ยกเรื่องการแปลความคำว่านักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 ขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ได้ความว่า ผู้ร้องได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีอันมีผลให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว แม้การล้างมลทินไม่ได้เป็นการลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่ผลของการล้างมลทินที่ให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว ย่อมมีความหมายชัดเจนอยู่ว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำในคดีก่อน ผู้ร้องจึงไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ย่อมไม่มีทางที่ผู้ร้องจะเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำไปได้ กรณีจึงไม่อาจพิจารณาให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้ร้องเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำเพราะได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฯ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 988/2549 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2071/2564
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


