ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เดิมโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเดอะฮาร์เบอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายวรเดช เป็นกรรมการ มีอำนาจกระทำการแทนโดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลย ก่อนมีข้อพิพาทกัน จำเลยเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าโครงการเดอะฮาร์เบอร์ จากบริษัทเดอะฮาร์เบอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจร้านนมบุรี นายวรเดชลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัล แอร์พอร์ต เชียงใหม่ รวม 10 ฉบับ ฉบับละ 105,000 บาท ลงวันที่ 15 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤศจิกายน 2556 รวมเป็นเงิน 1,050,000 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คสองฉบับแรกได้ แต่เรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทตามภาพถ่ายรวม 6 ฉบับไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งว่า เช็คพิพาทมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินหรือเป็นเพียงประกันการก่อสร้าง จำเลยจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การ เมื่อจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยให้ในชั้นฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาทหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุนันทา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของโจทก์และเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเดอะฮาร์เบอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่โจทก์เป็นกรรมการอยู่ เบิกความว่าประมาณเดือนมกราคม 2556 นายวรเดช กรรมการของจำเลยมากู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท จากโจทก์ไปลงทุนทำร้านอาหารของจำเลยในโครงการเดอะฮาร์เบอร์ ตกลงให้ดอกเบี้ยเดือนละ 5,000 บาท โจทก์มอบเงินสดและสั่งจ่ายเช็คให้นายวรเดชรับไปแล้วจำเลยจะผ่อนชำระ 10 เดือน เดือนละ 105,000 บาท เริ่มเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็ครวม 10 ฉบับ ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาท เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าเช็คพิพาทเป็นเอกสารปลอม ส่วนที่จำเลยให้การว่ามูลหนี้ตามเช็คทำนองว่าไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ โจทก์ว่าจ้างนายวรเดชในนามส่วนตัวให้ก่อสร้างอาคารในโครงการเดอะฮาร์เบอร์ โดยโจทก์จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้นายวรเดช แต่เนื่องจากไม่มีการทำสัญญาจ้างกัน โจทก์จึงให้นายวรเดชสั่งจ่ายเช็คพิพาทและฉบับอื่นรวม 10 ฉบับ ประกันเงินค่าจ้างที่รับไปและประกันการก่อสร้างได้จะแล้วเสร็จ เมื่องานเสร็จเรียบร้อย โจทก์ไม่อาจนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน จะต้องคืนเช็คให้นายวรเดชนั้นก็รับฟังไม่ได้ เพราะขัดแย้งกับที่จำเลยให้การในข้อ 2.1 ว่า นายวรเดชกู้ยืมเงินจากโจทก์และสั่งจ่ายเช็คพิพาทและเช็คฉบับอื่นรวม 10 ฉบับ ให้โจทก์ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้มาเบิกความเป็นพยาน มีแต่นางสาวสุนันทาซึ่งเป็นพยานบอกเล่าก็มีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายวรเดชสั่งจ่ายเช็ค 10 ฉบับ ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาทให้โจทก์ เพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมไปลงทุนทำร้านอาหารจริง ได้ความว่าจำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดไว้กับธนาคารและระบุเงื่อนไขการสั่งจ่ายเช็คตามแบบคำขอเปิดบัญชีและตัวอย่างลายมือชื่อว่า นายวรเดชกรรมการของจำเลยจะลงลายมือชื่อในเช็คและประทับตราสำคัญของจำเลย ซึ่งตรงกับการกระทำของผู้แทนนิติบุคคลที่จะผูกพันจำเลยได้จะต้องลงลายมือชื่อนายวรเดชกรรมการกับประทับตราสำคัญ แต่นายวรเดชลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทโดยไม่ประทับตราสำคัญ เมื่อเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของจำเลยและด้านหน้าเช็คก็พิมพ์ชื่อจำเลยไว้ บุคคลที่รับเช็คย่อมเข้าใจว่าเป็นเช็คของจำเลย การที่นายวรเดชกรรมการของจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท ถือได้ว่าจำเลยเชิดนายวรเดชแสดงออกเป็นตัวแทนของตน จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า นายวรเดชสั่งจ่ายเช็คพิพาทในนามของตนเอง จึงรับฟังไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้น 5,000 บาท แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 13,000 บาท

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2096/2558

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th