ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


คดีนี้ สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทซึ่งอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แล้วโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลว่าโจทก์ยอมให้จำเลยอยู่ในตึกพิพาทต่อไป โดยจำเลยจะชำระค่าเช่าให้โจทก์ทุกเดือน ถ้าผิดนัดจำเลยยอมออกจากตึกพิพาท ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยขนย้ายออกจากตึกพิพาท และให้ชำระค่าเช่าที่ค้าง
ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแล้ว มีคำสั่งให้รอฟังผลคดีที่นายประเสริฐเสรถภักดี ฟ้องโจทก์ให้ถึงที่สุดเสียก่อน ส่วนค่าเช่าต่อ ๆ ไป เป็นหน้าที่ของจำเลยต้องชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์กับนายประเสริฐ เสรถภักดี กำลังมีคดีพิพาทโต้เถียงกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทกันอยู่ จำเลยจึงได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า จำเลยยอมชำระค่าเช่าที่ค้างอยู่โดยมีเงื่อนไขให้โจทก์รับไปเพียงครึ่งหนึ่งก่อน เมื่อโจทก์ชนะคดีนายประเสริฐแล้วให้รับไปได้ทั้งหมดแสดงว่าขณะนั้นจำเลยก็ยังไม่แน่ใจว่าตึกพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของใครกันแน่ ครั้นระหว่างการปฏิบัติการชำระค่าเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความปรากฏว่านายประเสริฐชนะคดีโจทก์และได้เร่งรัดให้จำเลยไปทำสัญญาเช่ากับนายประเสริฐ จนจำเลยต้องไปทำสัญญาเช่าให้นายประเสริฐ ดังนั้นการที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีเหตุผลสมควรอยู่ ควรให้งดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2)
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








