ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ที่ไม่ชอบและเกิน 10 ปีแล้วโดยโจทก์มิได้ขอบังคับคดีแต่อย่างใดจึงเป็นหนี้ที่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดจำเลยทั้งสองมิได้เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองมิได้ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีและฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่มีเจตนาหลบหนีไปเสียจากเคหะสถานที่เคยอยู่นั้นโจทก์มิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในฟ้อง จึงเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงนอกฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยไปเสียจากเคหะสถานที่เคยอยู่ ทั้งหนี้ตามคำพิพากษาของศาลซึ่งโจทก์ถือเป็นเหตุแห่งการฟ้องจำเลยทั้งสอง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอบังคับคดีภายใน 10 ปี คดีส่วนแพ่งจึงพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์จะร้องขอให้บังคับคดีได้ กรณียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องฎีกานั้นเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) จึงต้องแสดงให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยต้องมีข้อโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์บรรยายถึงแต่เพียงศาลชั้นต้นพิพากษาว่าอย่างไร แต่มิได้บรรยายต่อไปว่ามีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าอย่างไร จึงไม่อาจทราบได้ว่าข้อที่โจทก์ยกขึ้นฎีกาได้มีการยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าจำเลยจะถูกบังคับหรือยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีหรือไม่ มิใช่ข้อที่จะนำมาวินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยมิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาพอให้รับฟังได้แล้วว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์มีสิทธินำสืบถึงพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองหลบหนีออกไปจากเคหสถานที่เคยอยู่อาศัยได้ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อความตอนแรกที่ได้บรรยายว่า"ด้วยความเคารพต่อศาลชั้นต้น โจทก์เห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหลายประการดังจะกราบเรียนต่อศาลที่เคารพดังนี้ ฯลฯ" และในตอนท้ายฎีกามีคำขอว่า"โจทก์ขอประทานกราบเรียนศาลที่เคารพโปรดพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฯลฯ" เห็นได้ว่าฎีกาของโจทก์มิได้เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ แต่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคำฟ้องฎีกาของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ประกอบด้วย มาตรา 246, 247 และพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 ศาลฎีกาไม่วินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th