ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 จำเลยบังอาจมีอาวุธปืนลูกซองยาวเดี่ยว 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด 12 จำนวน 1 นัด ไว้ในความครอบครอง โดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ข้อ 6 ลงวันที่ 21 ตุลาคม2519 ฯลฯ
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ฯลฯ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของเหมืองแร่วีรวรรณมีหน้าที่เป็นยามดูแลรักษาความปลอดภัยในเหมืองแร่ อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางเป็นของนายสุรเวทย์ผู้จัดการเหมืองแร่ ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีไว้ในครอบครอง นายสุรเวทย์มอบให้จำเลยเพื่อใช้ในการเป็นยามดูแลรักษาความปลอดภัยในเหมืองแร่ โดยจำเลยจะไปรับอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางในเวลา 18 นาฬิกา แล้วนำไปคืนในเวลา 8 นาฬิกาวันรุ่งขึ้นทุกวันเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางได้ที่บ้านพักจำเลยในบริเวณเหมืองแร่ แล้ววินิจฉัยว่าตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ. 2490 มาตรา 14 หากว่าบุคคลใดมีความประสงค์ให้ผู้อื่นมีและใช้อาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับรักษาทรัพย์สินของตนอันจักต้องใช้ให้ผู้อื่นดูแลอาจขอรับหนังสืออนุญาตพิเศษจากนายทะเบียนท้องที่ที่บุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ว่ากรณีดังกล่าวกฎหมายถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








