ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินน.ส.3 เลขที่ 596 และที่ดิน น.ส.3 หมู่ที่ 17 เล่ม 9 หน้า 57สารบบเล่ม 3 หน้า 283 ตำบลตากฟ้า อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอน ก็ให้โจทก์จัดการรื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่ารื้อถอนให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,800บาท และชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 2,400 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านและยุ้งข้าวในที่ดินของจำเลยทั้งสองเอง ซึ่งอยู่นอกที่ดิน น.ส.3 ทั้งสองแปลงที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาด เป็นที่ดินตกสำรวจ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและยุ้งข้าวออกไปจากที่ดินส่วนค่าเสียหายก็มีไม่ถึงดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ดินดังกล่าวให้เช่าได้ปีละไม่เกิน 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เล่ม 9 หน้า 57 หมู่ที่ 1 (17)เลขที่ 283 (ที่ถูกสารบบเล่ม 3 หน้า 283) ตำบลตากฟ้า (ตาคลี)อำเภอตากฟ้า (ตาคลี) จังหวัดนครสวรรค์ ของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์หากจำเลยไม่รื้อถอน ก็ให้โจทก์รื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 4,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 2,400 บาท แก่โจทก์ นับตั้งแต่วันฟ้อง (8 เมษายน 2528)เป็นต้นไปจนกว่า จำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่าถ้าจำเลยไม่รื้อถอน ให้โจทก์รื้อถอนโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นที่จะวินิจฉัยว่า การที่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เป็นประเด็นไว้โดยตรงในศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์เกิน 1 ปี โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจที่จะยกมาตรา 1375 ขึ้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า กำหนดเวลาให้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 นั้นไม่ใช่เรื่องอายุความ แต่เป็นกำหนดเวลาสำหรับฟ้อง เมื่อโจทก์ผู้ถูกแย่งการครอบครองไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวก็ย่อมเสียสิทธิที่จะเอาคืนซึ่งการครอบครองที่หลุดมือไปแล้วทันทีปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกต่อสู้ไว้ในคำให้การเป็นประเด็นโดยตรง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

สำหรับประเด็นที่ว่า โจทก์หมดสิทธิที่จะฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2526 และจำเลยได้โต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ขณะที่โจทก์ซื้อ แต่ฟ้องคดีเพื่อเอาที่ดินพิพาทคืนเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2528 โจทก์จึงฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th