ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์จำเลยพิพาทกันด้วยเรื่องรับมรดกที่ดิน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามกันมาให้ยกฟ้องโจทก์โดยฟังข้อเท็จจริงว่า บิดาโจทก์ปกครองที่พิพาทไว้แทนสามีจำเลยมิได้ปกครองเพื่อตนเองที่พิพาทจึงตกเป็นมรดกแก่จำเลย
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นเคยยกฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินคดีต่อไป และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ครั้งนั้นให้ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อพิพากษาคดีใหม่
ครั้นศาลชั้นต้นพิพากษาคดี ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ครั้งก่อนไว้ด้วย มาในชั้นฎีกานอกจากฎีกาข้ออื่น ๆ แล้ว โจทก์ยังได้ขอให้ศาลฎีกาสั่งคืนเงินค่าธรรมเนียมชั้นที่โจทก์อุทธรณ์ครั้งที่หนึ่ง เพราะอุทธรณ์ครั้งที่ 2 โจทก์ได้เสียซ้ำไปแล้ว ทั้งนี้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทตกเป็นมรดกแก่จำเลยจึงพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ส่วนฎีกาของโจทก์เรื่องศาลชั้นต้นไม่สั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมให้โจทก์เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ศาลมีดุลพินิจที่ใช้ในการสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี และเฉพาะในกรณีนี้เมื่อพิเคราะห์ถึงความสุจริตของโจทก์แล้ว ให้ค่าฤชาธรรมเนียมในเรื่องที่โจทก์ชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ครั้งแรกเป็นอันพับไปแก่โจทก์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


