ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายทรัพย์ต่าง ๆ ของบริษัทแก่นายโชติ ล่ำซำ นายจุลินทร์ ล่ำซำและนางทองพูล ล่ำซำ รวมราคา 76,685 บาท แต่จำเลยบิดพลิ้วไม่ยอมโอนให้ โจทก์ได้รับมอบอำนาจจากนายโชติ ล่ำซำ จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้โอนทรัพย์ที่ยังไม่ได้โอนให้แก่โจทก์ตามสัญญา ได้ส่งสำเนาใบมอบอำนาจมาพร้อมฟ้องด้วย

จำเลยให้การต่อสู้ว่า การที่บริษัทจำเลยยังมิได้ทำสัญญาโอนให้นั้นเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ยอมทำสัญญาให้ ซึ่งมิใช่ความผิดของบริษัท กับต่อสู้ว่า ใบมอบอำนาจฟ้องร้องไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า สำเนาใบมอบอำนาจท้ายฟ้องเป็นสำเนาถูกต้องเพราะจำเลยไม่ได้โต้เถียงว่า ไม่มีการมอบอำนาจเป็นแต่เพียงว่าการมอบอำนาจไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย และเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ยอมทำสัญญาให้โจทก์เป็นการสมควร และเป็นพฤติการณ์อันหนึ่งซึ่งทำให้ลูกหนี้ คือจำเลยไม่จำต้องรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 จึงพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยโอนทรัพย์ทั้งหมดที่ยังไม่ได้โอนให้แก่โจทก์ตามสัญญา

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า นายโชติ ล่ำซำเป็นเจ้าหนี้ร่วมคนหนึ่งย่อมมีสิทธิมอบอำนาจให้นายกำพล ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้

ข้อที่จำเลยคัดค้านว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับใบมอบอำนาจต่อศาลส่งแต่สำเนาจะฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้นในคำให้การของจำเลยต่อสู้แต่เพียงว่า ใบมอบอำนาจฟ้องร้องไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและในวันชี้สองสถาน จำเลยแถลงว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะนายจุลินทร์ นางทองพูลมิได้มอบอำนาจให้นายโชติฟ้องคดีแทน แต่นายโชติมอบอำนาจฟ้องร้องให้แก่นายกำพลขึ้นเองดังปรากฏตามใบมอบอำนาจท้ายฟ้องโจทก์นั้น จำเลยมิได้แย้งในเรื่องความแท้จริงแห่งใบมอบอำนาจนั้นแต่ประการใด เพิ่งมายกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ไม่ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจ เมื่อศาลสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นไปแล้วฉะนั้นที่ศาลล่างวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่นำต้นฉบับใบมอบอำนาจมาแสดงก็ใช้ได้นั้น จึงเป็นการชอบแล้ว เพราะคดีไม่มีประเด็นเกี่ยวกับความแท้จริงแห่งใบมอบอำนาจ ต้องถือว่าจำเลยยอมรับในความแท้จริงแห่งใบมอบอำนาจนั้นแล้ว

ส่วนในข้อเท็จจริงนั้นเห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยไปขอทำการโอนที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วก็ได้มีการดำเนินในเรื่องนี้ตลอดมา ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทำการการโอน เหตุที่อำเภอยังไม่โอนให้ก็เพราะรอฟังคำสั่งกรมที่ดินอยู่เท่านั้น ซึ่งในระหว่างนี้ทางการก็ยังดำเนินการพิจารณาเรื่องราวขอโอนอยู่ รูปคดีไม่มีทางจะถือได้ว่า การโอนหรือการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 สัญญาระหว่างโจทก์จำเลย ยังมีผลผูกพันต่อกันอยู่ จำเลยจะถือเอาการที่เจ้าพนักงานยังมิได้ทำสัญญาให้ดังกล่าวมาแล้วเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาไม่ได้นอกจากนั้นก่อนฟ้องนายเจียนฟัด ผู้จัดการบริษัทจำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์ ขอเพิ่มราคาและขอทำสัญญาใหม่ เมื่อฟ้องแล้ว จำเลยได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ และขอถอนคำร้องขอโอนที่ดินรายนี้เสียพฤติการณ์เหล่านี้ประกอบกับโจทก์ได้ตักเตือนให้จำเลยทำการโอนโรงสีเสียก่อน โดยทางกรมพาณิชย์สั่งอนุญาตให้ทำการโอนได้แล้วจำเลยก็เพิกเฉยเสีย ย่อมถือได้ว่าจำเลยละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน โจทก์ชอบที่จะฟ้องให้ศาลสั่งบังคับชำระหนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213จึงพิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th