ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่านางจันทร์หอมภรรยาของโจทก์ได้เอาที่โฉนดเลขที่5066 อันเป็นสินบริคณห์ไปทำนิติกรรมขายฝากจำเลยไว้โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นโมฆียะกรรม โจทก์จึงขอบอกล้าง ขอให้ศาลสั่งว่าสัญญาขายฝากกรรมสิทธิที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆียะกรรมที่โจทก์ได้บอกล้างแล้ว และให้แก้ไขทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินในโฉนดที่ 5066กลับเป็นชื่อของนางจันทร์หอมตามเดิม
จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์จะเป็นสามีของนางจันทร์หอมหรือไม่ไม่ทราบแต่ขณะทำสัญญานางจันทร์หอมไม่มีสามีและเป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อทำสัญญาขายฝากกันแล้วโจทก์กับนางจันทร์หอมได้ไปขอเพิ่มเงินจากจำเลยหลายครั้งแต่จำเลยไม่ให้ แสดงว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงขอให้ศาลยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีแล้ว ได้พิพากษาให้โจทก์แพ้คดีจำเลย
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
เรื่องแก้คำให้การของจำเลย ๆ ขอแก้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และการที่จำเลยขอแก้ก็มิได้เปลี่ยนแปลงข้อต่อสู้อันเป็นสาระสำคัญประการใด เพียงแต่ขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น ทั้งจำเลยก็เป็นฝ่ายสืบก่อน โจทก์เป็นฝ่ายสืบแก้ย่อมนำสืบแก้อย่างไรก็ได้ตามกระบวนพิจารณา ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบได้อย่างไร ทั้งศาลก็ได้ส่งสำเนาให้โจทก์คัดค้านครบถ้วนแล้วจึงแก้ได้
ข้อ 2. การที่โจทก์กับนางจันทร์หอมไปขอขึ้นเงินจากจำเลยอีก11,000 บาท แสดงให้เห็นชัดว่าโจทก์ยอมรับรู้และมีความพอใจในนิติกรรมขายฝากนั้น จึงไปขอเพิ่มเงิน ถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน ถ้าหากโจทก์ถือว่าการขายฝากเดิมไม่สมบูรณ์ จะไปขอเพิ่มเงินได้อย่างไรและการที่โจทก์จะได้เงินเพิ่มหรือไม่ได้เลยก็ย่อมไม่เปลี่ยนแปลงผลในกฎหมาย จึงพิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

