ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 104,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ปัญหาแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่าตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ศาลฎีกาพิเคราะห์สัญญาเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นปัญหาพิพาทกันในคดีนี้มีข้อความในสาระสำคัญว่า จำเลยได้มอบที่ดินให้แก่โจทก์รับไปจัดการแบ่งเป็นแปลงแล้วนำออกจำหน่าย เมื่อจำหน่ายหมดแล้วให้หักค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่ได้จัดการดังกล่าวเหลือเท่าใดให้จัดสรรแบ่งเป็น 3 ส่วน มอบให้โจทก์ 2 ส่วนให้จำเลย 1 ส่วน เห็นว่า ตามสัญญาข้างต้นเป็นเรื่องโจทก์จำเลยตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันคือการนำที่ดินไปจัดสรรแบ่งขายและมีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นคือ เมื่อหักค่าที่ดินและค่าลงทุนใช้จ่ายแล้วแบ่งให้โจทก์สองในสามส่วน ให้จำเลยหนึ่งในสามส่วน สัญญานี้จึงเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าบุกเบิกจัดสรรที่ดินจากจำเลยจึงเป็นการเรียกร้องเงินค่าที่ได้ลงหุ้นไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการบอกเลิกสัญญากันระหว่างโจทก์จำเลยแล้วจึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 1061 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือต้องจัดการชำระบัญชีเสียก่อน โจทก์จะมาฟ้องขอคืนเงินที่ได้ลงหุ้นไปโดยยังไม่มีการชำระบัญชีหาได้ไม่ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป"
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีตามสิทธิของโจทก์ใหม่ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

