ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันซื้อเชื่อสินค้าไปจากโจทก์แล้วไม่ได้ชำระราคาให้แก่โจทก์เลย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม่เคยร่วมกับจำเลยที่ 1 ซื้อเชื่อสินค้าไปจากโจทก์ไม่เคยร่วมค้าขายกับจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเชื่อสินค้าจากโจทก์ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองออกเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ทำให้บุคคลภายนอกผู้สุจริตสำคัญผิด จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ว่าค่าเสียหายของโจทก์อย่างมากไม่เกิน 91,665 บาท และจำเลยที่ 3 ควรรับผิดในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพิ่มขึ้นจากศาลชั้นต้นกำหนดอีก 2,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ร่วมรับผิดในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่ส่งต้นฉบับกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ชอบที่จะรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ขอให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 2มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 3 และปัญหาข้อนี้โจทก์มิได้ฎีกา การที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำแก้ฎีกาไม่เป็นประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


