ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทกันในชั้นขัดทรัพย์ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไม้สักแปรรูปรวม 154 ต้น ซึ่งไม่มีรอยดวงตราหรือเครื่องหมายกรรมสิทธิ์ของผู้ใด อ้างว่าเป็นของจำเลยรวมราคาประมาณ 12,320 บาท
กรมป่าไม้ยื่นคำร้องขอให้สั่งปล่อยการยึดสำหรับไม้สัก 142 ต้น ในจำนวนที่ยึด อ้างว่าไม่ใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หากเป็นไม้ที่พวกจำเลยสมคบกันตัดฟันและแปรรูปไม้หวงห้าม อันเป็นไม้สักสดในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยได้มาโดยการกระทำผิด
ศาลจังหวัดสุโขทัยสั่งงดการสืบพยานโดยเห็นว่า แม้จะฟังตามคำร้อง กรมป่าไม้ก็ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ถือสิทธิครอบครองไม้ในป่าเหล่านั้น จึงไม่มีสิทธิเข้ามาร้องขัดทรัพย์ จึงสั่งให้ยกคำร้องขัดทรัพย์
ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นในเรื่องร้องขอให้ปล่อยทรัพย์นั้นมิใช่จะต้องวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินนั้นเป็นของใครประเด็นมีเพียงว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นหรือไม่ ถ้ามิใช่เจ้าของ ศาลก็ต้องสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดไปเงื่อนไขแห่งการที่จะยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินได้นั้น ก็มีอยู่แต่ในบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งเห็นได้ว่าการใช้สิทธิทางศาลอันเกี่ยวกับทรัพย์นั้น หาใช่ว่าผู้มาศาลจะต้องมีกรรมสิทธิ์หรือทรัพย์สิทธิอย่างใดในทรัพย์สินนั้นเสมอไปไม่เช่นเจ้าหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียอย่างอื่น ก็อาจสอดเข้ามาในคดีได้ กรณีเรื่องนี้ ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองดูแลป่าไม้ของรัฐจำเลยได้สมคบกันตัดฟันและแปรรูปไม้สักสดที่ขึ้นอยู่ในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืน และผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ทรัพย์สินที่ถูกยึดจึงมิใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา กรมป่าไม้ซึ่งรัฐหรือแผ่นดินมอบหน้าที่มาให้ดูแลรักษา ไม้หวงห้าม ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิใช้สิทธิทางศาลได้ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น
จึงพิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสีย ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้พิจารณาต่อไป
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


