ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๗ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๗ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองมีเจตนาฆ่านายอุรินทร์ หาญเสือเหลือง ผู้ตาย ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ ๒ โดยร่วมกันลวงผู้ตายให้ไปที่บ้านจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๑ ใช้จอบเป็นอาวุธตีศีรษะและร่างกายผู้ตายหลายครั้ง จากนั้นร่วมกันนำผู้ตายซึ่งขณะนั้นยังไม่ถึงแก่ความตายไปทิ้งให้นอนคว่ำหน้าอยู่ในคลองร่องขี้นา เพื่ออำพรางว่าเป็นอุบัติเหตุ จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลยทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เหตุเกิดที่ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยาเจ้าพนักงานยึดจอบพร้อมด้าม ๑ เล่ม ที่จำเลยทั้งสองใช้กระทำผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙,๘๓, ๓๓ ริบจอบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายแสง และนางสงบ หาญเสือเหลืองบิดาและมารดาของนายอุรินทร์ หาญเสือเหลือง ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๓ลงโทษประหารชีวิต

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ริบจอบของกลาง

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า จำเลยที่ ๑ รับราชการเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านท่าม่าน มีสวนและบ้านพักอยู่เชิงดอยห่างจากโรงเรียนชุมชนบ้านมางประมาณ ๑๐๐ เมตร ผู้ตายเป็นครูสอนวิชาพละอยู่ที่โรงเรียนชุมชนบ้านมางผู้ตายเป็นสามีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นครูอยู่โรงเรียนบ้านปงสนุก จำเลยทั้งสองมีความสนิทสนมกัน ก่อนเกิดเหตุประมาณ ๑ เดือน ผู้ตายเล่าเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของจำเลยทั้งสองให้โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาฟังและจะร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๗ มีการแข่งขันกีฬาฟุตบอลที่โรงเรียนชุมชนบ้านมาง นายสินธุ ทนันชัย ครูโรงเรียนบ้านป่าแดงร่วมเป็นกรรมการเสร็จการแข่งขันเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา นายสินธุกับผู้ตายและผู้อื่นรวมประมาณ ๑๐ คน ร่วมดื่มสุรากันที่ข้างสนามฟุตบอลภายในบริเวณโรงเรียนชุมชนบ้านมาง จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมวงด้วย เวลาประมาณ๑๙.๓๐ นาฬิกา ทุกคนแยกย้ายกันกลับผู้ตายขับรถยนต์กระบะโดยมีจำเลยที่ ๑นั่งด้วยไปยังบ้านจำเลยที่ ๑ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา มีผู้ได้ยินเสียงผู้ตายร้องขอความช่วยเหลือมาจากบริเวณบ้านจำเลยที่ ๑ รุ่งเช้าเวลาประมาณ ๗ นาฬิกา มีผู้พบศพผู้ตายนอนคว่ำหน้าอยู่ในร่องน้ำข้างถนนสายบ้านหนองหมู - บ้านป่าแขมใต้ และพบรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มอยู่แพทย์ชันสูตรศพผู้ตายพบว่ามีบาดแผลที่ศีรษะแถบขวา ๔ แผล แผลหนึ่งกะโหลกศีรษะบุบยุบและมีบาดแผลฟกช้ำที่ทรวงอก แต่ตายเพราะจมน้ำรถจักรยานยนต์ที่ล้มอยู่นั้น เกียร์อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง ไม่มีรอยเบรกรอยครูดที่พื้นถนนหรือพื้นดิน พนักงานสอบสวนไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุจะให้ผ่าศพผู้ตาย จำเลยที่ ๒ คัดค้าน ในที่สุดโจทก์ร่วมอนุญาตให้ผ่าศพผู้ตายผลการผ่าศพผู้ตายน่าเชื่อว่าก่อนตายผู้ตายถูกทำร้าย พนักงานสอบสวนตรวจบริเวณสวนและบ้านจำเลยที่ ๑ พบจอบ ๑ เล่ม ที่สันและคมจอบมีคราบโลหิตติดอยู่และพบคราบโลหิตติดอยู่ที่ก้อนหิน ที่พื้นไม้และที่กางเกงเก่า ๆซึ่งอยู่ที่พื้นห้างข้างบ้านจำเลยที่ ๑ ยึดไว้เป็นของกลางส่งไปตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นโลหิตมนุษย์หมู่บี หมู่เดียวกับโลหิตของผู้ตาย จำเลยที่ ๒ขอร้องนายสินธุไม่ให้ให้การพาดพิงถึงจำเลยที่ ๑ พนักงานสอบสวนเชื่อว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนฆ่าผู้ตาย จึงขออนุมัติจับกุมและดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๗เวลาเย็น จำเลยที่ ๑ ร่วมดื่มสุรากับผู้ตายและบุคคลอื่นที่โรงเรียนชุมชนบ้านมางจนเวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ แยกกลับบ้าน หลังจากนั้นก็อยู่ที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน วันรุ่งขึ้นเมื่อไปทำงานที่โรงเรียนทราบจากเพื่อนครูว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย

จำเลยที่ ๒ นำสืบว่า จำเลยที่ ๒ เป็นภริยาของผู้ตายมีบุตรด้วยกัน ๑ คน ผู้ตายชอบดื่มสุราสังสรรค์กับเพื่อน ผู้ตายเคยประสบอุบัติเหตุสาเหตุจากการดื่มสุราหลายครั้ง ในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๗เวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา ผู้ตายขับรถยนต์กระบะกลับมาที่บ้านแล้วขับรถจักรยานยนต์ออกไปบอกว่าจะไปธุระไม่นานจะกลับ ผู้ตายออกไปนานผิดปกติ จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะออกตามหาแต่ไม่พบ รุ่งขึ้นจำเลยที่ ๒ ได้รับแจ้งว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มคว่ำ จำเลยทั้งสองสนิทสนมกันในฐานะเพื่อนร่วมงานไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ผู้ตายไม่เคยพูดว่าจำเลยที่ ๒ ในเรื่องนี้

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่๗ ธันวาคม ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๗ นาฬิกา มีผู้พบศพนายอุรินทร์หาญเสือเหลือง ผู้ตายอยู่ในร่องน้ำข้างสะพาน ริมถนนจากบ้านหนองหมูไปบ้านป่าแขมใต้ ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยาปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ มีว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเพื่อให้เห็นสาเหตุว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายเพราะว่าจำเลยทั้งสองเป็นชู้กัน โดยโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเล่าให้ฟังว่าจำเลยที่ ๒ เป็นชู้กับจำเลยที่ ๑ ผู้ตายจะหย่ากับจำเลยที่ ๒ โจทก์ร่วมทั้งสองห้ามปรามไว้เนื่องจากเห็นว่ามีบุตรด้วยกัน ผู้ตายพูดว่าเมื่อไม่หย่าก็จะร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางจันทนา เงินวงศ์นัยครูโรงเรียนเดียวกันกับผู้ตายเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อประมาณปี ๒๕๓๖ถึงปี ๒๕๓๗ เคยไปบ้านจำเลยที่ ๒ เพื่อจะนำมะม่วงไปให้ พบจำเลยที่ ๒นั่งคลอเคลียพลอดรักอยู่กับจำเลยที่ ๑ จึงทำทีออกมาเรียกว่ามีใครอยู่ในบ้านบ้าง เมื่อเข้าไปใหม่จำเลยทั้งสองจึงแยกจากกันและได้ยินข่าวว่าจำเลยทั้งสองมีเรื่องชู้สาวกัน นายสินธุ ทนันชัย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งก็เบิกความว่าทราบข่าวว่าจำเลยทั้งสองเป็นชู้กัน และชาวบ้านพูดกันว่าจำเลยที่ ๒ เป็นชู้กับจำเลยที่ ๑ พยานหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสินธุเบิกความว่า เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๗มีการแข่งขันฟุตบอลที่โรงเรียนชุมชนบ้านมาง หลังจากเสร็จการแข่งขันแล้วเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ นาฬิกา ได้มีการร่วมวงดื่มสุรากันข้างสนามฟุตบอลโดยมีผู้ตายร่วมด้วย เวลาประมาณ ๑๘ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ มาร่วมดื่มสุราด้วย จากนั้นอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง คนที่ร่วมวงได้ขอตัวกลับคงเหลือแต่นายสินธุกับผู้ตายและจำเลยที่ ๑ อีกประมาณ ๑๕ นาทีทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับ นายสินธุเดินมาเอารถจักรยานยนต์ของตนเองผู้ตายกับจำเลยที่ ๑ เดินคู่กันไปเอารถยนต์ของผู้ตายซึ่งจอดอยู่ที่โรงอาหารเมื่อนายสินธุขับรถผ่านผู้ตายตะโกนถามว่า จะไปต่อบนดอยซึ่งหมายถึงบ้านของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ นายสินธุตอบว่าขอคิดดูก่อน แล้วนายสินธุขับรถมาที่ประตูหน้าโรงเรียน แวะบ้านนายฮดที่หน้าโรงเรียน ระหว่างนั้นเห็นรถผู้ตายออกมา แต่ไม่ได้สังเกตว่าใครเป็นคนขับรถของผู้ตายเลี้ยวขึ้นไปจอดทางขึ้นบ้านจำเลยที่ ๑ ห่างจากที่นายสินธุยืนอยู่ประมาณ ๘๐ เมตร ขณะนั้นเวลาประมาณ ๑๙.๓๐ นาฬิกา นายสินธุคุยกับนายฮดต่ออีกประมาณ ๑๐ นาที จึงกลับบ้าน ขณะนั้นรถของผู้ตายยังจอดอยู่ที่เดิม มีนางมาลัย ประสงค์ เบิกความว่า เป็นภิรยาของนายธานีประสงค์ ซึ่งเป็นนักการของโรงเรียนชุมชนบ้านมาง เห็นจำเลยที่ ๑นั่งรถไปกับผู้ตายเพราะตอนนั้นพยานเข้าไปเก็บของ และมีนายธานีมาเบิกความสนับสนุนว่า เชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ไปกับผู้ตายเพราะได้ถามจำเลยที่ ๑ ว่าจะให้พยานไปส่งหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้เอารถมา จำเลยที่ ๑ บอกว่า ผู้ตายจะไปส่ง มีนายสวน ขันทะบุตรเบิกความว่า เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกาได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วยทางทิศเหนือของบ้านห่างจากบ้านประมาณ๔๐๐ เมตร จำได้ว่าเป็นเสียงของผู้ตาย และมีนายวิน ตั๋นแก้วเบิกความสนับสนุนว่า มารับจ้างก่อสร้างห้องน้ำห้องส้วมที่โรงเรียนชุมชนบ้านมาง พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักครูในโรงเรียนดังกล่าวในวันที่๖ ธันวาคม ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา ขณะนอนหลับอยู่สะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนและได้ยินเสียงแว่ว ๆ มาเป็นเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือทางทิศเหนือบริเวณเชิงดอยประมาณ ๑๐ นาทีและเมื่อพบศพผู้ตายแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมมีพันตำรวจโททักษ์พลเมืองดี เบิกความว่า เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๗ เวลาประมาณ๖ ถึง ๗ นาฬิกา ได้รับแจ้งจากร้อยตำรวจเอกสนิท เหมืองอุ่น ว่ามีรถแฉลบอยู่บริเวณถนนสายบ้านหนองหมู - ป่าแขม และมีศพคนตายนอนอยู่บริเวณร่องน้ำ จึงสั่งให้พนักงานสอบสวนไปที่เกิดเหตุและพันตำรวจโททักษ์ได้ติดตามไปด้วย จากการตรวจที่เกิดเหตุและประสบการณ์ที่ผ่านมา พันตำรวจโททักษ์มีความคลางแคลงใจว่าไม่น่าจะเป็นอุบัติเหตุโดยสังเกตบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยเบรกของรถ รถอยู่ในสภาพเกียร์ว่างไม่มีรอยครูดของถนนบริเวณที่ผู้ตายตกลงไป ระหว่างรถกับศพมีต้นไม้ขึ้นอยู่ไม่มีลักษณะผิดปกติ ต่อมาวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๗ พันตำรวจโททักษ์พันตำรวจโทสงวน เขื่อนคำ จ่าสิบตำรวจกมล วงศ์แพทย์ และนายแก้วเมืองมีทรัพย์ทองทวี ได้ไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ ๑ พบจอบ ๑ เล่ม ก้อนหิน๓ ถึง ๔ ก้อน และบริเวณโต๊ะยาว ซึ่งอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยที่ ๑มีคราบโลหิตติดอยู่ พันตำรวจโททักษ์สั่งให้จ่าสิบตำรวจกมลเก็บหลักฐานร่องรอยคราบโลหิตที่พบและต่อมาวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๗ พันตำรวจโทสงวนร้อยตำรวจเอกสนิท และจ่าสิบตำรวจกมลไปตรวจบ้านจำเลยที่ ๑ อีกครั้งที่ห้างห่างจากบ้านจำเลยที่ ๑ ประมาณ ๕๐ เมตร พบกางเกงเก่าอยู่บนห้างมีคราบโลหิตติดอยู่เต็มไปหมดและมีรอยคราบโลหิตใหม่ประมาณ ๕ วันติดอยู่บนพื้นห้างไหลหยดลงใต้ถุนห้างด้วย พันตำรวจโททักษ์ได้ส่งคราบโลหิตทั้งหมดไปตรวจพิสูจน์ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังส่งศพผู้ตายไปให้แพทย์ตรวจโดยละเอียดอีกครั้งนายแพทย์สมศักดิ์ วงไวเวช เบิกความว่า พยานจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ได้รับบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขานิติ-เวชศาสตร์ จากแพทยสภาเมื่อปี ๒๕๓๔ และรับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพและตรวจวัตถุพยานในคดีต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๗ พยานได้รับถุงพลาสติกบรรจุสิ่งของเป็นคราบลักษณะเป็นผงหยาบคล้ายคราบโลหิตจำนวน ๒ ถุง จากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยาตามหนังสือนำส่งแจ้งว่าพบกองโลหิตอยู่ที่พื้นดินห่างจากศพผู้ตายประมาณ๑ เมตร ขอทราบว่าโลหิตแห้งที่ส่งมาตรวจเป็นหมู่โลหิตของผู้ตายหรือไม่ผลการตรวจเป็นคราบโลหิตมนุษย์หมู่บี ซึ่งเป็นโลหิตหมู่เดียวกับผู้ตายวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๗ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงม่วนได้ส่งศพผู้ตายมาตรวจเพื่อหาสาเหตุการตายและรายละเอียดต่าง ๆจากการตรวจศพปรากฏว่าสภาพศพเน่า ผ่านการฉีดฟอร์มาลินมาแล้วพบบาดแผลถลอกบริเวณคาง บาดแผลฟกช้ำที่เข่าซ้าย บาดแผลฟกช้ำที่บริเวณกลางทรวงอก บาดแผลฟกช้ำที่ศีรษะบาดแผลฉีกขาดบริเวณศีรษะด้านขวา ยาว ๒ เซนติเมตร ๓ เซนติเมตร อีกสองแผลยาวประมาณ ๔ เซนติเมตร ตามลำดับอยู่เหนือใบหูขวามีลักษณะเป็นกลุ่มชิดกันยังพบบาดแผลใต้แผลฉีกขาดจนกะโหลกศีรษะมีลักษณะยุบ วัดความกว้างยาวประมาณ ๓ เซนติเมตร ลึก ๐.๕ เซนติเมตร สันนิษฐานว่า ลักษณะบาดแผลทั้งหมดเกิดจากกระทบของแข็งไม่มีคมและบาดแผลที่ศีรษะด้านขวาน่าจะถูกของแข็งไม่มีคมแต่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมเป็นมุมบาดแผลที่ตรวจพบไม่เป็นสาเหตุให้ตายทันที แต่การตายน่าจะเกิดจากการจมน้ำตาย เนื่องจากตรวจพบน้ำปนเมือกในทางเดินหายใจ ซึ่งน้ำเข้าไปในทางเดินหายใจมากจะทำให้ขาดอากาศหายใจ บาดแผลที่ศพไม่น่าเกิดจากเหตุที่รถจักรยานยนต์ล้ม เนื่องจากบาดแผลบริเวณกลางทรวงอกช้ำและกระดูกส่วนดังกล่าวไม่มีการแตกหัก หากเกิดจากอุบัติเหตุรถชนกันหรือรถล้ม บาดแผลที่เกิดบริเวณทรวงอกส่วนใหญ่จะพบว่าอวัยวะบริเวณใต้ตำแหน่งนั้นจะได้รับอันตรายร่วมด้วย แต่ศพของผู้ตายไม่มี และบาดแผลที่ศีรษะด้านขวาเป็นบาดแผลฉีกขาดมี ๔ แผล อยู่ติดบริเวณกลุ่มเดียวกัน สันนิษฐานว่า บาดแผลทั้ง ๔ แผล น่าจะเกิดจากการกระทำหลายครั้ง และต่อมาวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๗ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงม่วนส่งวัตถุพยานมีจอบพร้อมด้าม จำนวน ๑ เล่มก้อนหิน ๒ ก้อน เศษไม้ ๔ ชิ้น แผ่นไม้ ๑ แผ่น และกางเกงขายาว ๑ ตัวมาให้ตรวจหาคราบโลหิต และหมู่โลหิตที่ติดกับของกลางดังกล่าวผลการตรวจสอบพบว่าวัตถุทุกชิ้นติดคราบโลหิตมนุษย์หมู่บี โดยเฉพาะจอบพบคราบโลหิตที่หัวจอบ และนายสินธุยังเบิกความด้วยว่า เมื่อวันที่๘ ธันวาคม ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๑๖.๓๐ นาฬิกา พยานได้มาที่โรงเรียนชุมชนบ้านมาง ขณะที่กำลังเดินไปที่รถพบจำเลยที่ ๑ กำลังจะขับรถออกจากโรงเรียน จำเลยที่ ๑ ได้เรียกพยานให้ไปหายื่นกระดาษให้ ๑ แผ่นบอกว่าเมื่อพนักงานสอบสวนถามให้ตอบตามข้อความในกระดาษซึ่งมีข้อความว่าออกจากโรงเรียน ๒ ทุ่มกว่า อยู่กัน ๒ คน กับผู้ตาย คุยกันเรื่องกีฬา ไม่ได้ทะเลาะกัน เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ทำร้ายผู้ตาย คงมีแต่พยานแวดล้อมเริ่มตั้งแต่นำสืบว่าจำเลยทั้งสองเป็นชู้กัน ในวันเกิดเหตุมีผู้พบเห็นจำเลยที่ ๑ นั่งรถยนต์ไปกับผู้ตายในเส้นทางไปบ้านจำเลยที่ ๑ ตกกลางคืนมีเสียงผู้ตายร้องขอความช่วยเหลือมาจากทางบ้านจำเลยที่ ๑ พนักงานสอบสวนได้ตรวจพบวัตถุพยานมีจอบพร้อมด้ามจำนวน ๑ เล่ม ก้อนหิน ๒ ก้อน เศษไม้ ๔ ชิ้นแผ่นไม้ ๑ แผ่น และกางเกงขายาว ๑ ตัว ในบริเวณบ้านของจำเลยที่ ๑วัตถุพยานทุกชิ้นมีคราบโลหิตหมู่บี ซึ่งเป็นหมู่โลหิตเดียวกับผู้ตาย โดยเฉพาะจอบพบคราบโลหิตที่หัวจอบ หลังจากเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ เขียนข้อความในกระดาษสั่งให้นายสินธุให้การต่อพนักงานสอบสวนบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าผู้ตายไม่ได้ไปกับจำเลยที่ ๑ เป็นลักษณะป้องกันตัว นอกจากนี้พนักงานสอบสวนผู้ไปตรวจที่พบศพ และแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพต่างก็ไม่เชื่อว่าผู้ตายจะประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนยต์ล้มเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายเพราะขัดต่อหลักฐานในที่พบศพและลักษณะของบาดแผล พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีเชื่อได้ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ นั่งรถยนต์ของผู้ตายไปบ้านจำเลยที่ ๑ ผู้ตายถูกทำร้ายจากบ้านของจำเลยที่ ๑ แล้วถูกนำมาทิ้งไว้ในร่องน้ำจนถึงแก่ความตายเพื่อเป็นการอำพรางคดีจึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ทำร้ายผู้ตายและจากบาดแผลของผู้ตายที่ถูกตีอย่างแรงจนกะโหลกศีรษะยุบแสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้ตายแม้ว่าผู้ตายจะไม่ถึงแก่ความตายในทันที แต่การที่ผู้ตายจมน้ำตายก็เป็นผลโดยตรงและต่อเนื่องจากการทำร้าย จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น แต่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดอาจเกิดขึ้นในทันทีเพราะจำเลยที่ ๑ และผู้ตายดื่มสุรากันแล้วพากันไปบ้านของจำเลยที่ ๑อาวุธที่ใช้ทำร้ายผู้ตายก็มีแต่เพีงจอบเท่านั้น หากจำเลยที่ ๑ วางแผนจะฆ่าผู้ตายมาก่อนน่าจะต้องใช้อาวุธที่ดีกว่านี้ ดังนั้นจะฟังว่าเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนไม่ถนัดนัก จำเลยที่ ๑ อาจคิดฆ่าผู้ตายในขณะที่พูดคุยกันที่บ้านของจำเลยที่ ๑ ในตอนหลังก็เป็นได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

สำหรับจำเลยที่ ๒ นั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังในเบื้องต้นได้ว่าเป็นชู้กับจำเลยที่ ๑ ก่อนเกิดเหตุจะเคยไปขอซื้อยาสลบจากโรงพยาบาลให้จำเลยที่ ๑ แต่ก็ซื้อไม่ได้ หลังจากเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ ๒ ได้แนะนำนายสินธุให้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าในวันเกิดเหตุมีนายสินธุอยู่กับผู้ตายสองคนเท่านั้น และแยกกับผู้ตายบริเวณสะพานน้ำพื้ คุยกับผู้ตายเกี่ยวกับเรื่องกีฬาไม่ได้ดื่มสุรา อันเป็นลักษณะช่วยเหลือกันตัวจำเลยที่ ๑ ให้ออกไปไม่ให้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยไม่มีเหตุผลเป็นพิรุธเหมือนหนึ่งตนมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏว่ามีพยานผู้ใดรู้เห็นว่าจำเลยที่ ๒ ได้ไปที่บ้านของจำเลยที่ ๑ ในวันเกิดเหตุ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ตาย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๒พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th