ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้อง
จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วและแถลงว่าจะไปหาเงินมาชำระให้โจทก์ในนัดหน้า ขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาไป โจทก์ไม่ค้านและว่าถ้าจำเลยหาเงินมาให้โจทก์ได้ก็จะถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาอนุญาตให้เลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาไป และมีคำสั่งว่าในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีชั่วคราว ได้มีการเลื่อนการฟังคำพิพากษาไปอีกนัดหนึ่งครั้นถึงวันนัด โจทก์จำเลยไม่แถลงประการใด ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟัง โดยพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ให้ลงโทษจำคุก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวได้เมื่อมีเหตุตามมาตรา 14 เท่านั้นคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลชั้นต้นให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป ซึ่งถือได้ว่าคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว ไม่มีการพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปอีก การที่ศาลเห็นสมควรเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 182 นั้น กฎหมายมิได้บัญญัติให้ศาลสั่งจำหน่ายชั่วคราว แต่ก็เป็นอำนาจทั่วไปของศาลที่จะสั่งได้เพื่อมิให้คดีที่เสร็จการพิจารณาแล้วต้องค้างข้ามปี การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวดังกล่าว เป็นการสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวโดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลก็จะอ่านคำพิพากษาไปตามวันเวลาที่นัดไว้โดยไม่มีการพิจารณาอย่างใดอีก ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดฟังคำพิพากษาและอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังไปตามวันเวลาที่นัดไว้เพราะจำเลยมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงจึงเป็นการชอบแล้ว หามีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ดังที่จำเลยฎีกาไม่
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

