ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไทยโดยเกิดที่จังหวัดนครปฐมเมื่อราว 10 ปี มานี้โจทก์ไปเยี่ยมญาติที่ประเทศจีน บัดนี้ ประสงค์จะกลับประเทศไทยได้ไปขอหนังสือเดินทางต่อกงสุลไทยที่ฮ่องกงแต่ถูกปฏิเสธ โจทก์จึงต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลฮ่องกงออกหนังสือเดินทางให้เป็นบุคคลสัญชาติจีน เพื่อให้ได้เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยเท่านั้น ครั้นโจทก์มาถึง ได้อ้างตนว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทยและขอพิสูจน์สัญชาติ แต่ถูกจำเลยปฏิเสธมีคำสั่งให้โจทก์ออกไปจากประเทศไทย ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนั้น และสั่งว่าโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไทย
จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติจีน เดินทางจากฮ่องกงมาเมืองไทย เมื่อมาแล้วยื่นคำร้องขออยู่ในประเทศไทยต่อไปหลายครั้ง จำเลยยังมิได้สั่งหรือกำหนดให้โจทก์ออกไปจากประเทศไทย จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของโจทก์ ๆไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้
ศาลชั้นต้นพิพากษาแสดงว่าโจทก์เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยและมีสัญชาติไทย
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า 1.ข้อที่จำเลยคัดค้านว่าฝ่ายโจทก์มิได้ส่งรายงานการตรวจพิสูจน์ (พิสูจน์ตัวโจทก์) ของผู้เชี่ยวชาญทางสาขาวิชานิติเวชวิทยา พยานโจทก์ให้แก่จำเลยก่อนพิจารณา 3 วัน ไม่ควรรับฟังนั้น เห็นว่ารายงานการตรวจพิสูจน์และภาพถ่ายต่าง ๆ เหล่านี้หาใช่เป็นพยานเอกสารโดยตรงไม่ เพราะการตรวจพิสูจน์ต้องมีการฉายเอ๊กซเรย์กระดูกส่วนต่าง ๆ ของโจทก์เพื่อสอบอายุของโจทก์ ตรวจโลหิตเพื่อหาความสัมพันธ์ทางสายโลหิตและตรวจโดยการถ่ายรูปเพื่อหาความสัมพันธ์ทางกรรมพันธุ์ แล้วทำรายงานการตรวจพิสูจน์ไว้เป็นหลักฐานพร้อมด้วยความเห็น การที่โจทก์ให้พยานหลักฐานเหล่านี้แล้วส่งต่อศาล ก็เพื่อประกอบคำเบิกความของพยานดังกล่าว ไม่จำต้องส่งสำเนาให้แก่จำเลยก่อนวันสืบพยาน3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90
- ข้อที่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยนั้น ก็ได้ความว่าโจทก์ได้อ้างตนต่อกองตรวจคนเข้าเมืองว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทยและขอพิสูจน์สัญชาติแต่ถูกปฏิเสธถือได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้อง
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


