ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 57,866 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 50,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6,200 บาท ค่าชดเชยจำนวน 310,000 บาท
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะกล่าวอ้างและปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างมิได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ มีความหมายว่ากรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำเป็นหนังสือหากประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนายจ้างต้องระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วย หากไม่ระบุไว้นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง แต่ไม่ได้บังคับเด็ดขาดว่าห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจา ดังนั้นถ้ามีเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าหากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา ในขณะที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างด้วยวาจาโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดจากการที่โจทก์กับพวกตั้งบริษัทวัฒนเจริญโลหะกิจ จำกัด ทำกิจการค้าแข่งขันกับจำเลย ถือเป็นกรณีจำเลยได้ระบุเหตุตามมาตรา 119 (2) (4) แก่โจทก์ในขณะบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาแล้ว จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 17 วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.453/2551
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








