ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยได้ตกลงจะอยู่กินเป็นสามีภริยากันในการที่จำเลยยอมอยู่กินเป็นภริยาโจทก์นี้ จำเลยได้เรียกร้องเงิน3,000 บาท กับทองคำหนัก 4 บาท 2 สลึง จากโจทก์ โจทก์จึงซื้อทองและนำเงินไปมอบให้จำเลยแล้ว ถึงวันนัดเลี้ยงแขกและอยู่กินด้วยกันจำเลยไม่อยู่บ้านและหลบหน้า ขอให้บังคับจำเลยส่งเงินและทองแก่โจทก์ หรือใช้ราคา กับใช้ค่าเสียหายในการผิดนัดด้วย
จำเลยให้การว่า มิได้ตกลงหรือรับทรัพย์สินจากโจทก์ โจทก์มีเมียมีลูกแล้ว
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินและทองคำแก่โจทก์หรือใช้ราคา
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซึ่งโจทก์อ้างว่าได้ตกลงแต่งงานกับจำเลย และโจทก์ได้ให้ทรัพย์สินแก่จำเลยตามสัญญาครบถ้วนแล้ว จำเลยกลับไม่ยอมแต่งงานอยู่กินกับโจทก์ตามสัญญา จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นคนมีเมียมีลูกแล้ว และโจทก์ก็เบิกความรับว่าโจทก์มีลูกเมียแล้ว และยังอยู่กินด้วยกัน เห็นว่า ตามที่ปรากฏดังนี้โจทก์ทำการสมรสอีกไม่ได้ เพราะขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1445(3) ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยที่จะอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยไม่เป็นภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 113 ตามนัยฎีกาที่ 95/2484 แม้หากจะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญาดังข้ออ้างในฟ้อง จำเลยก็ไม่มีนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์แต่อย่างใด ทั้งการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยส่งมอบทรัพย์สินให้จำเลยไปนั้น ก็เป็นการกระทำด้วยวัตถุประสงค์ซึ่งฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีดังกล่าวแล้ว ไม่มีสิทธิเรียกคืนตามมาตรา 411
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


