ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เลิกห้างฯจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินฝากในธนาคารของจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด4 ส่วนใน 9 ส่วนของเงินที่อายัดทั้งหมดรวมด้วยยอดเงิน 22,000,000 บาทโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดเงินจากธนาคาร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินตามบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาสามแยก 2 บัญชี ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาหัวลำโพง 1 บัญชี และธนาคารมหานคร จำกัด สาขาตลาดน้อย1 บัญชี รวมเป็นเงิน 26,490,350.93 บาท ตามคำร้องของจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ว่า จำเลยที่ 2ได้ถอนเงินต้นรวมทั้งดอกเบี้ยไปจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาสามแยกบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 0462057482 และจากธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาหัวลำโพง บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 1392161392 รวม 2 บัญชีเป็นจำนวนเงินเกินกว่าจำนวนเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด ขอให้เรียกจำเลยที่ 2 และสมุห์บัญชีธนาคารทั้งสองดังกล่าวมาสอบถาม หากจำเลยที่ 2 ถอนเงินไปเกินกว่าจำนวนเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดขอให้สั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินส่วนที่ถอนจากธนาคารเกินไปมาคืนต่อศาล

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ดอกเบี้ยของเงินฝากในบัญชีที่จำเลยที่ 2 ถอนเงินไปเป็นดอกผล เมื่อศาลสั่งเพิกถอนการอายัดเงินฝากในบัญชีดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 2 เจ้าของเงินฝากในบัญชีดังกล่าวจึงมีสิทธิถอนเงินฝากกับดอกเบี้ยได้ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินก่อนพิพากษาโดยคิดตามอัตราส่วนการลงหุ้นระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2โดยแบ่งเป็น 9 ส่วน และให้เพิกถอนเพียง 4 ส่วนใน 9 ส่วน เพื่อให้จำเลยที่ 2มีโอกาสใช้เงินหมุนเวียนดำเนินกิจการของห้างฯ จำเลยที่ 1 ต่อไปนั้น แม้ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2538 ของจำเลยที่ 2 จะได้แสดงรายละเอียดว่าเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด 4 ส่วนใน 9 ส่วน เป็นเงินจำนวน48,496,745.08 บาทก็ตาม แต่ศาลมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวให้เพิกถอนการอายัดได้จำนวน 26,492,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งในยอดจำนวนเงินดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เห็นว่า จำนวนเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดนั้นเพียงพอที่จะนำไปใช้หมุนเวียนดำเนินกิจการของห้างฯ จำเลยที่ 1แล้ว ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจถอนเงินจำนวนเกินกว่าที่ศาลมีคำสั่ง แม้จะเป็นเงินดอกเบี้ยของเงินฝากที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด เพราะเงินดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลและจะเป็นประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เลิกห้างและมีการชำระบัญชีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 16ตุลาคม 2540 ของโจทก์ทั้งสามไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16ตุลาคม 2540 ของโจทก์ทั้งสาม แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th