ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามเป็นอิสลามิกชนในเขตจังหวัดยะลา เมื่อประมาณ 50 ปีเศษมานี้ นายหะรงและนางสาละเมาะทำการสมรสกันตามกฎหมายอิสลามที่จังหวัดยะลา มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือโจทก์ที่ 1 นางตือเมาะ ซึ่งตายก่อนบิดามารดานายเจะและซึ่งตายหลังบิดา โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ระหว่างอยู่ร่วมกันนายหะรงและนางสาละเมาะมีทรัพย์สินหาได้ร่วมกันเป็นที่ดินสวน ที่ดินนาและที่ดินปลูกบ้านตามบัญชีท้ายฟ้องต่อมาปี 2499นางสาละเมาะถึงแก่ความตาย แต่ยังไม่มีการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวทายาทคงครอบครองร่วมกัน ต่อมานายหะรงแต่งงานใหม่กับนางตีเมาะมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นบุตรติดกับนางตีเมาะ และครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวร่วมกัน ต่อมาปี 2522 นายหะรงถึงแก่ความตาย และศาลได้มีคำสั่งตั้งให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายหะรงและนางสาละเมาะร่วมกัน โจทก์ทั้งสามขอให้จำเลยทั้งสามแบ่งมรดกให้โจทก์ทั้งสามตามกฎหมายอิสลาม จำเลยทั้งสามไม่ยอมแบ่งอ้างว่านายหะรงทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดให้จำเลยทั้งสาม ซึ่งนายหะรงไม่มีสิทธิจะนำทรัพย์สินส่วนของนางสาละเมาะไปทำพินัยกรรม ขอศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า ทรัพย์มรดกรายนี้เป็นสินเดิมของนายหะรง และนายหะรงได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามเข้าครอบครองทรัพย์มรดกในส่วนที่ได้รับตามพินัยกรรมแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งตามกฎหมายอิสลาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับจากทรัพย์สินพิพาทแล้วพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายเจ๊ะเต๊ะยกที่พิพาทให้นายหะรงบิดาโจทก์ทั้งสามในระหว่างที่นายหะรงกับนางสาละเมาะเป็นสามีภริยากันอยู่ และคนทั้งสองมิได้หย่ากันแต่อย่างใด ที่พิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ซึ่งตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกไม่มีบัญญัติไว้ จึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียอันเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย และโดยที่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีสินเดิมเมื่อนางสาละเมาะถึงแก่กรรมจึงต้องแบ่งที่พิพาทอันเป็นสินสมรสออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันตกได้แก่นางสาละเมาะ 1 ส่วน นายหะรง2 ส่วน ส่วนของนางสาละเมาะนี้ย่อมเป็นมรดกที่จะต้องแบ่งแก่ทายาทต่อไปตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ดังนี้ ข้อความในพินัยกรรมของนายหะรงที่กล่าวถึงที่พิพาทจึงผูกพันที่พิพาทเฉพาะส่วนของนายหะรงเท่านั้น หามีผลผูกพันส่วนของนางสาละเมาะไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งสามมีสิทธิจะได้รับทั้งส่วนที่เป็นมรดกของนางสาละเมาะและส่วนของนายหะรงที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่ส่วนของนางสาละเมาะนั้นจะต้องแบ่งกันตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก และโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจะได้รับส่วนของนางสาละเมาะเท่าใดนั้น เป็นข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมต้องเป็นผู้ชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 3, 4

พิพากษายืน.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th