ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน พะเยา ท - ๐๐๙๕ เฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - ๓๔๗๗ พะเยา ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้ รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กาย ?

ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่นั้นโจทก์มีนายแพทย์ประพัฒน์ ชัชวรัตน์ เบิกความว่า จำเลยที่ ๒ ศีรษะแตกยาว ๓ เซนติเมตร รวม ๔ แผล กับกระดูกเข่าซ้ายแตกใช้เวลารักษาหายภายใน ๑ เดือนเป็นอย่างน้อยและตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ มีโอกาสหายเป็นปกติได้แต่ใช้เวลาหลายปี ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความว่า ปัจจุบันจำเลยที่ ๒ ยังไม่หายดีเดินกระเผลก แสดงว่าจำเลยที่ ๒ ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและ จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่ารักษาประมาณ ๑ เดือนหาย ต้องฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเพียง ความเห็นเบื้องต้นของนายแพทย์ประพัฒน์ผู้ตรวจรักษาจำเลยที่ ๒ เท่านั้น จะฟังเป็นยุติได้ไม่ ต้องฟังพยานหลักฐานอื่นในสำนวนด้วย ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อต่อไปมีว่าคดีของจำเลยที่ ๑ เลิกกันตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ และสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ หรือไม่ จำเลยที่ ๑ ฎีกาปัญหาข้อนี้ว่า พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ ๒ ข้อหาขับรถประมาท ไปแล้ว จึงถือว่าคดีอาญาเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ และจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๒ เรื่องค่าเสียหายแล้ว สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ เห็นว่า แม้จะฟังว่าพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวจริง ก็เป็นเหตุส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ หาได้ทำให้คดีของจำเลยที่ ๑ เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ ไม่ และการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๒ ยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ ก็มิได้ทำให้สิทธินำคดีนี้ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวมาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ แต่ประการใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ ๖,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่งโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ มีกำหนด ๒ ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ .

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th
bind:isSubmitting />