ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,408,288.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,349,200.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินฝากค้ำประกัน 910,100 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการก่อสร้างอาคารชุดโครงการบ้านระเบียงจันทร์ จำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการของโจทก์ โดยให้ผู้ที่ซื้อที่ดินและอาคารในโครงการของโจทก์กู้เงินจากจำเลยเพื่อชำระค่าซื้อขายให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้โจทก์ต้องฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 79 - 11 - 00720 - 2 เป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากจำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี หากผู้กู้รายหนึ่งรายใดหรือทุกคนผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยงวดใดงวดหนึ่ง จำเลยมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ชำระหนี้ได้ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ลูกค้าในโครงการของโจทก์กู้เงินจากจำเลยรวม 48 ราย เป็นเงิน 86,892,000 บาท คิดเป็นเงินฝากที่ค้ำประกัน 4,344,600 บาท เมื่อครบกำหนดระยะเวลาค้ำประกัน โจทก์ได้เบิกถอนเงินฝากค้ำประกันคืนรวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 1,803,600 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 1,097,150 บาท ครั้งที่ 3 จำนวน 533,750 บาท จำเลยตรวจสอบแล้วมีลูกค้าภายใต้โครงการของโจทก์ค้างชำระหนี้ 1 งวดขึ้นไป แต่ลูกค้าได้ทำข้อตกลงกับจำเลยหรือได้ทำข้อตกลงประนอมหนี้ไว้กับจำเลย จำเลยจึงกันเงินครั้งที่ 1 ไว้จำนวน 113,696 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 44,238.75 บาท และครั้งที่ 3 จำนวน 24,314.67 บาท รวมกันเงินไว้ 182,249.42 บาท ส่วนที่เหลือทั้งหมดคืนให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ขอเบิกถอนเงินฝากค้ำประกันคืนครั้งสุดท้ายจำนวน 1,349,200.68 บาท จำเลยอนุมัติให้คืนโดยกำหนดให้โจทก์ติดต่อภายใน 10 วัน หากพ้นกำหนดจำเลยมีสิทธิยกเลิกได้ โจทก์ไม่ติดต่อภายในกำหนด จำเลยจึงยกเลิกการอนุมัติและมีสิทธินำเงินฝากค้ำประกันของโจทก์มาหักชำระหนี้ที่ค้างได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าแม้โจทก์ได้รับหนังสือของจำเลยล่าช้า การแสดงเจตนาคืนเงินฝากค้ำประกันของจำเลยก็ไม่ตกไปและจำเลยไม่มีสิทธิหักเงินฝากค้ำประกันของโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการเบิกถอนเงินตามคำอนุมัติ จำเลยจึงนำเงินฝากค้ำประกันของโจทก์มาหักชำระหนี้ที่ค้างชำระของผู้กู้ในโครงการของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิการเบิกถอนเงินฝากค้ำประกันของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินฝากค้ำประกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันจำกัดระยะเวลาความรับผิดไว้เพียง 1 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ของลูกค้าแต่ละคนหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่จำเลยให้โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันและฝากเงินค้ำประกันบางส่วนเพื่อประกันว่า หากลูกหนี้ในโครงการไม่ชำระหนี้จำเลยก็สามารถหักเงินฝากค้ำประกันชำระหนี้ทั้งหมดได้ ที่จำเลยให้โจทก์ถอนเงินฝากค้ำประกันเมื่อเลยกำหนดระยะเวลา 1 ปี เนื่องจากจำเลยตรวจสอบแล้วหากลูกหนี้ค้างชำระหนี้จำเลยต้องนำเงินฝากค้ำประกันมาหักชำระหนี้ที่ค้างก่อน ที่เหลือจึงให้โจทก์เบิกไปอันเป็นการใช้สิทธิตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ข้อ 6 และข้อ 7 จึงหาทำให้กำหนดเวลาค้ำประกันจำกัดความรับผิดมีระยะเวลาเพียง 1 ปี ไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ข้อ 6 ระบุใจความสำคัญว่า โจทก์สัญญาจะฝากเงินประเภทฝากออมทรัพย์กับจำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของผู้กู้ทุกรายเป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากจำเลย และโจทก์มอบให้จำเลยหักเงินจำนวนหนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อผู้กู้รายหนึ่งรายใดหรือทั้งหมดทุกรายผิดสัญญากับจำเลยเป็นคราว ๆ ไปโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การนับระยะเวลาค้ำประกันให้นับระยะเวลาตามวันทำนิติกรรมของผู้กู้แต่ละราย ประกอบกับทางปฏิบัติที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์เบิกเงินฝากค้ำประกันที่เลยกำหนด 1 ปี รวม 3 ครั้ง และโจทก์ยอมให้จำเลยกันเงินไว้ทั้ง 3 ครั้ง สำหรับผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้จำเลย แสดงให้เห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงข้อสัญญาในทางฝากเงินเพื่อเป็นประกันหนี้ในระยะเวลาขั้นต่ำ 1 ปี แต่ระยะเวลาขั้นสูงไม่ได้กำหนดไว้เท่านั้น จึงมิใช่การค้ำประกันจำกัดระยะเวลาความรับผิดไว้เพียง 1 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ของลูกค้าแต่ละรายไม่ ดังเห็นได้จากสัญญาข้อ 1 ที่ระบุว่า โจทก์ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันโดยไม่จำกัดระยะเวลาจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้ทั้งหมดทุกรายเสร็จสิ้นและข้อ 7 ระบุว่า โจทก์มอบสมุดคู่ฝากออมทรัพย์ตามข้อ 6 ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นหลักประกันตลอดไปจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ครบถ้วน และตกลงให้จำเลยหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากผู้กู้ได้ตามที่จำเลยเห็นสมควรโดยมิต้องแจ้งหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินฝากค้ำประกันแก่โจทก์ 32,282.11 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1113/2552

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th