ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าห้องของโจทก์เพื่อประโยชน์ในการค้าค่าเช่าเดือนละ 20 บาท โจทก์ได้บอกเลิกการเช่ากับจำเลย ๆ เพิกเฉยและขาดส่งค่าเช่า ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่ควรได้เดือนละ 150 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากห้อง
จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าห้องเพื่ออยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ โจทก์ไม่เคยบอกเลิกการเช่าและไม่ผิดนัดชำระค่าเช่า
ศาลชั้นต้นพิพากษาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเช่าห้องเพื่ออยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ และขอให้ศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงแต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า ห้องพิพาทเป็นเคหะอันจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ได้รับรอง
ศาลอุทธรณ์ ฟังข้อกฎหมายตามที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาแล้วพิพากษายืน
โจทก์ฎีกาและขอให้ศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงศาลชั้นต้นไม่รับรอง โดยเห็นว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ไม่ต้องห้ามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่เช่า โจทก์เรียกค่าเสียหายเดือนละ 150 บาทด้วย เป็นคดีมีทุนทรัพย์ต่ำกว่า 5,000 บาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 และถ้าจะถือว่าเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์แต่ก็เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224, 247 ส่วนฎีกาของโจทก์ที่อ้างว่าเป็นข้อกฎหมายก็เป็นการเถียงว่าการเช่ามีเจตนาเพื่อการค้าหรือเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


