ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีที่ดิน 1 แปลงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง จำเลยเช่าที่ดินของวัดสุบรรณนิมิตรปลูกบ้าน เมื่อประมาณ 7 ปีมานี้ โจทก์ทราบว่าที่ดินที่จำเลยเช่าจากวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์ประมาณ 10 ตารางวา โจทก์ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องจำเลยพูดขออาศัยชั่วคราวและขอให้โจทก์ตกลงกับวัดสุบรรณนิมิตร ต่อมาโจทก์กับวัดสุบรรณนิมิตรตกลงปักเขตที่ดินกัน แล้วโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ได้รับโฉนดแล้ว วัดสุบรรณนิมิตรยอมรับว่าที่ดินรายนี้เป็นของโจทก์ จำเลยรับทราบแล้ว โจทก์ได้ให้จำเลยอาศัยต่อมาครั้นเมื่อ พ.ศ. 2515 จำเลยปลูกเรือนขึ้นในที่ดินของโจทก์อ้างว่าเช่าที่ดินจากวัดโจทก์ห้ามจำเลยแล้วไม่เชื่อฟัง ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโจทก์ให้รื้อถอนโรงเรือนของจำเลยออกไปด้วย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของวัดสุบรรณนิมิตรที่จำเลยเช่าโจทก์ออกโฉนดรุกล้ำที่ดินของวัดโดยวัดมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย เจ้าอาวาสลงชื่อรับรองเขตให้โจทก์เพราะโจทก์ใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิด จำเลยไม่เคยอาศัยหรือเช่าที่พิพาทจากโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นที่ไม่มีหนังสือสำคัญ โจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองเกิน 1 ปี ขาดสิทธิฟ้องร้อง

ศาลชั้นต้นสั่งทำแผนที่กลาง คู่ความรับรองความถูกต้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยไม่ได้ต่อสู้คดีว่ายึดถือที่พิพาทเพื่อตนแต่ต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของวัดสุบรรณนิมิตรที่ให้จำเลยเช่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองสำหรับที่พิพาทฟังว่าเป็นของโจทก์ พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทภายในเส้นสีแดงแผนที่กลาง ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปด้วย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ที่ให้จำเลยอาศัย ไม่ปรากฏในคำฟ้องว่าขณะยื่นฟ้องอาจให้เช่าได้เดือนละเท่าใดแต่ปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงของศาลชั้นต้นที่ 67/2512 ที่จำเลยอ้างต่อสู้คดีว่าที่พิพาทรายนี้เป็นของวัดสุบรรณนิมิตรที่จำเลยเช่า ตามสำนวนดังกล่าวจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับวัดสุบรรณนิมิตร โดยวัดสุบรรณนิมิตรให้จำเลยเช่ามีกำหนด 10 ปี อัตราค่าเช่าปีละ 30 บาท เทียบได้เท่ากับค่าเช่าเดือนละ 2.50 บาท ช่วงเวลาที่วัดให้จำเลยเช่าอยู่ระหว่างโจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงพอรับฟังว่าเมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องนั้น ที่พิพาทในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละสองพันบาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่าหรืออาศัย จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2499 มาตรา 15 ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้ จึงไม่ชอบ ต้องถือว่าปัญหาข้อนี้ยุติตามคำวินิจฉัยในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาว่าฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2518หรือไม่ และกรณีไม่ได้เป็นเรื่องจำเลยแย่งการครอบครองจากโจทก์ จึงจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 มาบังคับแก่คดีนี้ไม่ได้

พิพากษายืนในผลที่โจทก์ชนะคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th