ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 199ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐมเนื้อที่ 27 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวาเมื่อประมาณ 20 มีนานี้นายผา คิ้มแหนบิดาโจทก์ได้มอบที่ดินแปลงดังกล่าวให้มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานครเป็นผู้ครอบครองจัดหาผลประโยชน์เพื่อประโยชน์ของวัดตรีเอกภาพ(หนองหิน) เมื่อที่ดินตกเป็นของโจทก์ก็ถือปฏิบัติเช่นเดียวกันจนถึงปัจจุบันนี้ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2520 โจทก์นำช่างแผนที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมไปทำการรังวัดสอบเขตที่ดินจำเลยทั้งสามคัดค้านว่าโจทก์นำรังวัดเข้าไปในที่ดินของจำเลยแท้จริงจำเลยทั้งสามไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องในฐานะเป็นเจ้าของจำเลยที่ 2 อาศัยปลูกเรือนในที่พิพาทโดยสิทธิของมารดาที่เช่าที่ดินจากโจทก์ทำให้โจทก์ไม่สามารถสอบเขตที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รื้อบ้านออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไปให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,000 บาทและให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินป่ารกร้างว่างเปล่าอยู่นอกโฉนดที่ดินของโจทก์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์คนก่อนและบิดาโจทก์ไม่เคยโก่นสร้างครอบครองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสามเข้าบุกเบิกโก่นสร้างครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของกว่า 10 ปีแล้วจำเลยที่ 2 ไม่เคยเช่าหรืออาศัยสิทธิของผู้ใดทั้งสิ้น ฝ่ายโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์เลย คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รื้ออาคารบ้านเรือนของจำเลยออกไปจากที่ดินโจทก์ห้ามจำเลยที่ 3 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินในโฉนดของโฉนด (น่าจะเป็นของโจทก์) รูปสามเหลี่ยมล.ม. ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 800 บาท

โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินตามโฉนดของโจทก์มีเนื้อที่27 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวาและมีที่ดินหัวไร่ปลายนาอยู่นอกโฉนดทางด้านทิศเหนือซึ่งไม่มีใครเข้าโก่นสร้างครอบครองมาก่อน เดิมเป็นของนายผา คิ้มแหนบิดาของโจทก์ต่อมานายผามอบที่ดินให้มิซซังคาทอลิกกรุงเทพมหานครครอบครองหาประโยชน์ให้แก่วัดตรีเอกภาพโดยให้ผู้อื่นเช่านางเสงี่ยม เนื้อเย็นมารดาจำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้เช่าด้วยผู้หนึ่งทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวาแล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าส่วนจำเลยที่ 2 นั้นปรากฏว่านางเสงี่ยมมารดาได้เช่าที่ดินของโจทก์จากวัดมา 20 ปีแล้วตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.14เมื่อเปรียบเทียบแผนที่ที่ดินที่นางเสงี่ยมเช่ากับที่ดินของโจทก์ตามแผนที่พิพาท เห็นได้ว่าที่ดินที่นางเสงี่ยมเช่าและจำเลยที่ 2 ปลูกบ้านอยู่เป็นที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศเหนือ แต่นางเสงี่ยมก็ยอมรับสิทธิของมิซซังคาทอลิกกรุงเทพมหานครผู้ซึ่งครอบครองที่ดินแทนโจทก์โดยการทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากมิซซังคาทอลิกกรุงเทพมหานคร ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ก็โดยอาศัยสิทธิการเช่าของนางเสงี่ยมมารดาจำเลยที่ 2 นั่นเอง จึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ยันโจทก์ได้

พิพากษายืน.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th