ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยแบ่งขายที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 137 ให้แก่โจทก์บางส่วน เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 46 ตารางวา ในราคา 52,000 บาท คู่ความได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลมีใจความว่าจำเลยยอมขายที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 137 พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 52,000 บาท โจทก์จะชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยภายในวันที่ 1 เมษายน 2517 โดยนำมาวางศาล

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์จำเลยไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยก พนักงานที่ดินได้รังวัดที่พิพาทออกจากโฉนดที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ได้เต็มตาม น.ส.3 แต่จำเลยไม่ยอมรับรองแนวเขตและไม่ยอมโอนซื้อขายต่อไป ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยมาสอบถาม จำเลยแถลงว่า จำเลยไม่โอนให้เพราะโจทก์จะเอาทั้งแปลง แต่จำเลยตกลงขายเพียงเนื้อที่ 8 ไร่เศษ ไม่ใช่ขายทั้งแปลง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นการตกลงขายกันทั้งแปลงตาม น.ส.3 เลขที่ 137 ไม่ใช่ขายบางส่วน จึงให้จำเลยจัดการโอนที่ดินพิพาทภายในกำหนด 30 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนที่ดินบางส่วนตามน.ส.3 เลขที่ 137 เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 46 ตารางวาให้โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าควรถือข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความเหนือกว่าข้อตกลงอื่นใดนอกสำนวนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์เองก็ระบุเขตติดต่อของที่ดินที่จำเลยตกลงแบ่งขายไว้ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นเพียงบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 137 ที่ฟ้องราคาที่ดินตามฟ้องก็เป็นราคาเดียวกันกับในสัญญาประนีประนอมยอมความ เอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยได้ไปยื่นเรื่องราวต่อพนักงานที่ดินเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนขายที่ดินตาม น.ส.3 ให้แก่โจทก์ย่อมมีการฟ้องร้องคดีนี้ ก็ระบุว่าเป็นการแบ่งขายเพียงประมาณ 8 ไร่ ซึ่งเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวมีถึงประมาณ 9 ไร่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาอันแท้จริงที่จะตกลงซื้อขายที่ดินกันตามจำนวนเนื้อที่และเขตติดต่อที่ระบุในฟ้อง หาใช่ซื้อขายกันทั้งแปลงไม่ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจหยิบยกถ้อยคำในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ระบุว่าซื้อขายที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 137 ให้มีความหมายว่าเป็นการซื้อขายกันทั้งแปลงตามตัวอักษร เพราะจะเป็นการตีความสัญญาซึ่งไม่ตรงกับความประสงค์ของคู่กรณี และเป็นไปในทางที่ไม่สุจริตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติในมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และข้อเท็จจริงที่นำมาวินิจฉัยถึงเจตนาของโจทก์จำเลยดังกล่าว ก็เป็นข้อที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องและพยานเอกสารที่โจทก์เป็นฝ่ายอ้าง ซึ่งศาลชั้นต้นได้เรียกมาจากอำเภอตามคำขอของโจทก์ก่อนที่โจทก์จำเลยจะตกลงประนีประนอมยอมความกัน จึงหาใช่ข้อตกลงนอกสำนวนดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th