ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้นำกระเป๋าเดินทางจำนวน 4 ใบ น้ำหนักรวม98 กิโลกรัมประกอบด้วยทรัพย์สินหลายรายการฝากไว้แก่เจ้าหน้าที่รับฝากทรัพย์ของจำเลยที่ด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยได้ชำระค่าฝากทรัพย์เป็นเงิน 800 บาท เมื่อโจทก์ไปขอรับทรัพย์สินที่ฝากไว้คืน เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่คืนให้โดยแจ้งว่าทรัพย์สินหายไปจากคลังสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายในกรณีที่โจทก์ต้องอยู่ในประเทศไทยวันละ 1,000 บาท หรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยนำทรัพย์สินใด ๆ ฝากไว้แก่จำเลยหรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยและไม่ได้รับเงินค่าฝากทรัพย์กระเป๋า 4 ใบจำนวน 800 บาท โจทก์เคยติดต่อกับจำเลยในเรื่องของกลางคดีอาญาโดยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2529 เวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้ร่วมกันจับกุมนายธานี ผาสุขเวชพรกับพวก ในข้อหาร่วมกันลักลอบนำของหลบหนีศุลกากรออกจากคลังสินค้าได้พร้อมด้วยของกลางหลายรายการ ยึดของกลางทั้งหมดไว้ตามกฎหมายศุลกากร และได้เก็บรักษาไว้ตามระเบียบของทางราชการ ได้ส่งตัวนายธานีกับพวกแก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา ขณะนี้คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์เคยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยเพื่อขอรับทรัพย์สินบางส่วนของของกลางในคดีอาญาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงแจ้งให้โจทก์ไปติดต่อกับพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจยึดของกลางไว้ตามกฎหมาย และเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะยึดของกลางดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดและค่าเสียหายตามฟ้องสูงกว่าความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 125,626บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 56,547 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฝากทรัพย์สินไว้แก่เจ้าหน้าที่ของจำเลยโดยมีบำเหน็จค่าฝาก จำเลยผู้รับฝากจำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดั่งนั้น แต่การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยใช้รถของจำเลยขนทรัพย์สินของโจทก์ออกไปโดยหลบหนีภาษีศุลกากรจนทรัพย์สินของโจทก์ถูกยึดเป็นของกลางระหว่างดำเนินคดีอาญา แสดงว่าจำเลยขาดความระมัดระวังไม่ใช้ฝีมือสงวนรักษาทรัพย์สินของโจทก์ที่รับฝากไว้เช่นวิญญูชนจะรักษาทรัพย์สินนั้น หาใช่เหตุสุดวิสัยไม่ เมื่อโจทก์ไปขอรับทรัพย์สินที่ฝากไว้คืน จำเลยผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งฝากไว้นั้นให้แก่โจทก์ผู้ฝาก เมื่อจำเลยคืนทรัพย์สินที่ฝากไม่ได้ จำเลยต้องใช้ราคา

ที่โจทก์แก้ฎีกาขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 162,000 บาทแก่โจทก์นั้น โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าโจทก์พอใจแล้ว ประเด็นข้อพิพาทในส่วนนี้ถึงที่สุดไปแล้วศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th