ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างรายวันของเทศบาลนครกรุงเทพ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์ของเทศบาลนครกรุงเทพ บรรทุกคนงานล้างท่อระบายน้ำ จำเลยที่ 2 เป็นคนงานล้างท่อและซ่อมท่อระบายน้ำ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2507 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้บังอาจลักน้ำมันเบนซินจำนวน 2 กระป๋องราคา 11.50 บาท โดยใช้สายปลาสติกดูดลักเอาไปจากถังน้ำมันรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ และตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 3 ได้บังอาจรับเอาน้ำมันเบนซิน 2 กระป๋องนั้นโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7)(11), 83, 357 กับขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้เสียหายและขอให้ริบท่อปลาสติกของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อหา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างรายวันของเทศบาลนครกรุงเทพมีหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกรับส่งคนงานไปทำการล้างท่อเมื่อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์ก็เห็นได้ในตัวว่าจำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์ตลอดถึงน้ำมันรถยนต์ด้วย เพราะอยู่ในหน้าที่ความครอบครองของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 บังอาจร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างรายวันเช่นเดียวกันดูดเอาน้ำมันรถยนต์ไปโดยทุจริตเช่นนี้ การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานยักยอก หาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ และการที่จำเลยที่ 3 รับซื้อไว้ก็หาใช่โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์บรรยายฟ้องไม่ เพราะเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการยักยอกข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาจึงต่างกับฟ้อง พิพากษายกฟ้องคืนของกลางให้แก่ผู้เสียหาย ริบสายปลาสติกของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นผิดฐานลักทรัพย์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้อง

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น และโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์ จำเลยที่ 1 ก็มีหน้าที่ต้องดูแลรักษารถยนต์ตลอดถึงน้ำมันเบนซินในรถยนต์ด้วยตามนัยฎีกาที่ 1092/2505 ก็จริงอยู่แต่จำเลยก็มีหน้าที่เพียงดูแลรักษาเท่านั้น เทศบาลนครกรุงเทพมิได้มอบการครอบครองรถยนต์และน้ำมันเบนซินในรถยนต์ให้จำเลยครอบครองแต่อย่างใด ฉะนั้นกรณีนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ครอบครองรถยนต์และน้ำมันเบนซินในรถยนต์นั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ผิดฐานยักยอก ส่วนจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ลักเอาน้ำมันของเทศบาลนครกรุงเทพไปขายให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานรับของโจร พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า นายสมควรจำเลยที่ 1 และนายชมจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) และ (11)ให้จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ให้จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th