ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินแปลงนั้นจำเลยขออาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไป แจ้งให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยไม่ยอมออก ขอให้ขับไล่ออกจากบ้านที่กล่าวแล้ว
จำเลยให้การว่าที่ดินและบ้านตามฟ้องเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโจทก์บอกให้จำเลยออกไปจากที่พิพาทแล้ว จำเลยไม่ยอมออก ถือว่าจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิด พิพากษาขับไล่จำเลยและให้จำเลยรื้อถอนบ้านตามฟ้องออกไปจากที่ดินของโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ส่วนบ้านที่ปลูกอยู่ในที่พิพาทเป็นของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อบ้านออกไปจากที่พิพาท แต่การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อบ้านของจำเลยออกไปจากที่พิพาทนั้นก็ไม่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เพราะเมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่พิพาทต่อไปแล้ว จำเลยจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกไม่ได้ ทรัพย์สินใด ๆ ของจำเลยซึ่งอยู่ในที่พิพาท จำเลยจะต้องเอาออกไปให้พ้นที่พิพาทด้วย
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

