ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าหุ้นส่วนทำการค้าข้าวเปลือกข้าวสารกับนางสุติโจทก์ลงทุนด้วยเงินสด นางสุติลงทุนด้วยโรงสี โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้แก่ธนาคารแล้วขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้ โจทก์ได้ลงชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คทั้งหมดมอบให้นางสุติเป็นผู้กรอกจำนวนเงินและวันที่สั่งจ่ายเองเพื่อใช้ซื้อข้าวเปลือกมาสีเมื่อขายข้าวที่สีได้แล้วนางสุตินำเงินฝากเข้าบัญชีของโจทก์ ต่อมานางสุติตาย ปรากฎว่ากิจการหุ้นส่วนมีกำไร โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไร 64,000 บาท และปรากฏตามบัญชีเงินฝากโจทก์เป็นหนี้ธนาคารอยู่ 152,081.74 บาท ธนาคารฟ้องเรียกร้อเงินจำนวนนี้พร้อมดอกเบี้ยจากโจทก์ ขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุติใช้เงินจำนวนที่ถูกธนาคารฟ้องเรียกและผลกำไรแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า นางสุติไม่เคยเข้าหุ้นส่วนกับโจทก์ เช็คที่โจทก์อ้างในฟ้องเป็นเรื่องการกู้ยืมกันและนางสุติได้ใช้คืนให้โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มิได้เข้าหุ้นส่วนกับนางสุติผู้ตายแต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ตายขอร้องให้ช่วยเหลือหาเงินมาเป็นทุนหมุนเวียนชั่วคราวด้วยการกู้เงินเกินบัญชีจากธนาคารโดยผู้ตายเป็นผู้ค้ำประกันให้ ผู้ตายใช้เช็คของโจทก์เพื่อประโยชน์ในกิจการโรงสีข้าวของผู้ตาย ทำให้โจทก์เป็นหนี้ธนาคารตามจำนวนเงินในคำฟ้อง เป็นอันเข้าใจได้โดยปริยายว่าผู้ตายต้องชำระหนี้นั้นแก่ธนาคารแทนโจทก์ แต่เมื่อผู้ตายไม่ชำระโจทก์ก็ต้องรับผิดชำระแก่ธนาคารเอง โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในคำฟ้องแล้ว ทั้งมีคำขอให้จำเลยชำระเงินเท่าจำนวนที่ถูกธนาคารฟ้องด้วย ศาลย่อมพิพากษาให้ได้
พิพากษากลับ ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุติชำระเงินเท่าจำนวนที่โจทก์ถูกธนาคารฟ้องให้แก่โจทก์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


