ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขามหาสารคาม ลงวันที่ 6 มีนาคม 2530 จำนวนเงิน 5,000 บาทมีจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายโดยเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ซื้อเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทในฐานะอย่างไร รับโอนมาจากใคร เมื่อใดและมีมูลหนี้มาอย่างไร โจทก์ไม่มีข้ออ้างที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาเพียงข้อเดียวว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือเช็คพิพาทจึงเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 914 บัญญัติไว้ความว่า บุคคลผู้สั่งจ่ายย่อมเป็นอันสัญญาว่า เมื่อตั๋วนั้นได้ยื่นโดยชอบแล้วจะมีผู้ใช้เงินตามเนื้อความแห่งตั๋ว ถ้าและตั๋วแลกเงินนั้นเข้าไม่เชื่อถือโดยไม่ยอมจ่ายเงิน ผู้สั่งจ่ายก็จะใช้เงินแก่ผู้ทรง ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 914ดังกล่าวนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 989 บัญญัติให้นำมาบังคับในเรื่องเช็คด้วย เมื่อโจทก์ในฐานะผู้ทรงได้นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้ใช้เงินแก่โจทก์โดยไม่ต้องบรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทในฐานะอย่างไร รับโอนมาจากใคร เมื่อใดมีมูลหนี้เป็นมาอย่างไร ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้วที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมจึงชอบแล้ว"
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

