ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


ในปัญหาข้อนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ทำหนังสือเช่าสวนส้มของโจทก์ มีกำหนด 12 ปี ค่าเช่าปีละ 10 บาท สัญญามีว่าผู้เช่าจะต้องปลูกทุเรียนกระดุมทองลงในที่ดินแปลงนี้จนเต็มเนื้อที่โดยต้องออกค่าใช้จ่ายเอง และในระหว่างอายุสัญญาดอกผลที่ได้จากทุเรียนจะต้องแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าผู้ให้เช่าขอสงวนสิทธิเก็บดอกผลของต้นมะไฟ ฯลฯ นอกนั้นยอมให้ผู้เช่าเก็บดอกผลได้ทั้งสิ้น และผู้ให้เช่าให้จำเลยอยู่ในโรงเรือนในสวนด้วย ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้ปลูกทุเรียนเพียง 2 ต้นภายหลังที่ฟ้องแล้วจำเลยปลูกอีก 37 ต้น แต่มิได้ปลูกให้ถูกต้องตามประเพณีที่ชาวสวนเขาปลูกกัน ต่อมาทุเรียนตายเกือบหมด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้ตามสัญญาเช่าจะมิได้กำหนดเวลาว่าจำเลยจะต้องเริ่มลงมือปลูกทุเรียนเมื่อใด แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงความประสงค์ของคู่สัญญา คือ โจทก์จะเลิกสวนส้มโดยปลูกทุเรียนลงแทนเพื่อหวังได้รับประโยชน์จากดอกผลทุเรียนต่อไป แต่โจทก์ไม่ทำเองให้จำเลยเป็นผู้ทำโดยจำเลยเก็บดอกผลของส้มไปพลางก่อนระหว่างที่ทุเรียนยังเล็กเป็นการตอบแทน ประกอบกับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 จำเลยจะต้องปลูกทุเรียนโดยเร็วในระยะแรกที่พอปลูกได้ จำเลยเพิ่งปลูกทุเรียนภายหลังสัญญาเช่ากันแล้ว 1 ปี 2 เดือนเศษ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้วพิพากษายืน ให้โจทก์ชนะคดี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

